รู้จักประเภทโฆษณา Youtube ก่อนเลือกใช้ให้ถูกต้อง

รู้จักประเภทโฆษณา Youtube ก่อนเลือกใช้ให้ถูกต้อง

Youtube Ads
Youtube ถือเป็นแพลตฟอร์มหนึ่งที่ในแต่ละวันมีผู้ใช้งานเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเป็นแหล่งรวมวิดีโอคอนเทนต์ไว้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น เพลง รายการต่างๆ รวมถึง Vlog ที่หลายๆคนมักจะถ่ายและอัปโหลดให้ได้ชมกัน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ Youtube กลายเป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มความบันเทิงชั้นยอดเลยก็ว่าได้

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผู้คนมักจะหันมาทำการตลาดออนไลน์ผ่านการลงโฆษณาใน Youtube กันมากขึ้นนั่นเอง เพราะเป็นโอกาสอันดีที่จะทำให้คนเห็นโฆษณาของเราได้เป็นจำนวนมาก แต่โฆษณา Youtube เองก็มีหลายประเภทด้วยกัน ซึ่งวันนี้เราจะพาทุกคนมาดูกันว่าประเภทโฆษณาของ Youtube มีอะไรบ้าง มาดูพร้อมๆ กันเลย

โฆษณาแบบดิสเพลย์ (Display ads)

โฆษณา Youtube ที่หลายๆ คนน่าจะเคยเห็นกันอยู่บ่อยๆ ด้วยการโชว์ Banner ขนาด 300×250 หรือ 300×60 โดยจะปรากฏในหน้าต่างๆ ของ Youtube ยกเว้นหน้า Homepage  โดยโฆษณา Youtube ประเภทนี้จะอยู่ด้านข้างของวิดีโอและอยู่เหนือ Suggest Video นั่นเอง

โฆษณาซ้อนทับ (Overlay ads)

เป็นโฆษณา Youtube ที่คล้ายกับประเภทแรก แต่จะปรากฏซ้อนกับวิดีโอที่กำลังเล่นอยู่ โดยอยู่ 20% ด้านล่างของวิดีโอ ซึ่งจะเห็นเป็นโฆษณาซ้อนทับกึ่งโปร่งใส ผู้ชมสามารถปิดได้ตลอดเวลา โดยโฆษณา Youtube ประเภทนี้มีขนาด 480×70

โฆษณาวิดีโอแบบข้ามได้ (Skippable video ads)

เป็นโฆษณาที่มีขนาดเต็มหน้าจอ โดยอาจจะเล่นแทรกอยู่ก่อน ระหว่าง หรือหลังเล่นวิดีโอหลัก โดยจะพบได้ทั้งในคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ รวมถึงการเล่น Youtube บน TV ด้วยเช่นกัน ซึ่งโฆษณา Youtube ประเภทนี้สามารถกดข้ามได้ หลังเล่นไปแล้ว 5 วินาที

โฆษณาวิดีโอที่ข้ามไม่ได้และโฆษณาวิดีโอที่ข้ามไม่ได้แบบยาว (Non-skippable video ads and long, non-skippable video ads)

เป็นโฆษณา Youtube ที่ปรากฏตำแหน่งเดียวกับแบบ Skippable video ads แต่จะพบได้แค่ในคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือเท่านั้น และผู้ชมจะไม่สามารถกดข้ามได้ มีความยาวตั้งแต่ 15-30 วินาที

โฆษณาบัมเปอร์ (Bumper ads)

โฆษณา Youtube แบบที่เป็นวิดีโอกดข้ามได้ แต่จะขึ้นมาก่อนจะเข้าสู่วิดีโอ โดยผู้ชมจะต้องดูโฆษณาความยาวสูงสุด 6 วินาทีก่อนจึงจะดูวิดีโอที่เลือกไว้ได้

การ์ดผู้สนับสนุน (Sponsored cards)

เป็นโฆษณา Youtube ที่มีการ์ดผู้สนับสนุนที่ปรากฏขึ้นด้านบนจอแสดงวิดีโอ โดยเป็นการแสดงเนื้อหาที่อาจเกี่ยวข้องกับวิดีโอ เช่น ผลิตภัณฑ์ที่แสดงในวิดีโอ ซึ่งข้อกำหนดก็คือผู้ชมจะเห็นทีเซอร์ของการ์ดเป็นเวลา 2-3 วินาที และสามารถคลิกไอคอนในมุมขวาบนของวิดีโอเพื่อเรียกดูการ์ดได้ด้วย

จะเห็นได้ว่าการทำการตลาดออนไลน์ผ่านการลงโฆษณาทาง Youtube มีให้เลือกหลากหลายแบบมาก ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ที่ต้องการใช้ ดังนั้นการเลือกใช้งานแต่ละแบบต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดที่จะได้รับ เพื่อให้การลงโฆษณา Youtube แต่ละครั้งของเราไม่สูญเปล่าและเกิดประโยชน์สูงสุด

Cloud backup vs. off-site backup แบบไหนที่ใช่สำหรับคุณ?

Cloud backup vs. off-site backup แบบไหนที่ใช่สำหรับคุณ?

Cloud Backup vs Off-Site Backup
ระบบการสำรองข้อมูลมีส่วนสำคัญ เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อความเสียหายของข้อมูลในกรณีต่างๆ เช่น ความเสี่ยงเรื่องอัคคีภัย หรือภัยพิบัติ โดยจะเป็นการสำรองข้อมูลภายนอกไซต์ขององค์กร ซึ่งโซลูชันการสำรองข้อมูลนั้นมีด้วยกัน 2 รูปแบบ คือ Off-site backup และ Cloud backup 
 

 

Off-site backup การสำรองข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ  

ปกติโดยทั่วไปแล้ว ถ้าพูดถึงการสำรองข้อมูลแบบ off-site backup จะหมายถึงการสำเนาข้อมูลที่เราสำรองไว้ยัง Hardware ต่างๆ เช่น เทป, Hard Disk หรือ Server ซึ่งประเด็นหลักอยู่ที่คุณสมบัติในการกู้คืนข้อมูล ในกรณีที่แหล่งข้อมูลดั้งเดิมที่เก็บไว้นั้นไม่สามารถใช้งานได้ ฉะนั้น การสำรองข้อมูลแบบ off-site backups จึงจัดได้ว่าเป็นการสำรองข้อมูลแบบ storage-oriented ที่มีประสิทธิภาพนั่นเอง  

  

Cloud backup การสำรองข้อมูลที่ปลอดภัย คล่องตัว และเพิ่มศักยภาพที่มากขึ้น  

ส่วนอีกวิธีหนึ่งคือ Cloud Backups ซึ่งเป็นบริการที่อยู่ในรูปแบบ ‘การนำข้อมูลของเราไปไว้ที่ไหนก็ได้’ ซึ่งบริการเหล่านี้ออกแบบมาเพื่อให้การซื้อ การเลือกการจัดเก็บ การรักษาความปลอดภัย และการดึงข้อมูลง่ายขึ้น และเพราะแบบนี้เอง Cloud Backups จึงถือได้ว่าจัดอยู่ในประเภท service-oriented  

  

เปรียบเทียบ Cloud backup vs. off-site backup แบบไหนที่ใช่สำหรับคุณ?  

แล้วการ Backup แบบไหนถึงเหมาะกับเราล่ะ? ถ้าหากคุณเกิดความรู้สึกสงสัยแบบนี้ ให้ลองตัดสินจากทั้ง 4 คำถามนี้ ที่จะช่วยให้คุณสามารถเลือกกลยุทธิ์ที่เหมาะสมได้  

  

อะไรที่คุณต้องการเป็นพิเศษ?  

บางทีองค์กรของคุณอาจจะมีเงื่อนไขบางอย่างที่เฉพาะเจาะจง อย่างเช่น การเข้ารหัสแบบ 448-bit ซึ่งในกรณีนี้ ผู้ให้บริการต่างๆ จะมีข้อเสนอต่างๆ ยื่นให้ แต่ก็เลือกได้ไม่มากเท่าไหร่ และอาจไม่ตรงตามกับที่คุณต้องการ ดังนั้น การใช้ off-site backup storage จะทำให้คุณสามารถควบคุมได้เอง เพื่อให้ตรงกับความต้องการได้ทั้งหมด  

  

คุณจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือขนาดไหน?  

ถ้าหากคุณต้องการความช่วยเหลือที่จำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างและกำหนดค่าการสำรองข้อมูล หรือช่วยจัดการการกู้คืน การสำรองด้วยระบบ cloud hosting ก็น่าจะตรงกับความต้องการของคุณมากกว่า เนื่องจากมีผู้เชี่ยชาญด้าน Cloud Services ให้คำปรึกษา ดูแล และแก้ไขการใช้งานได้ตลอด 24×7 นั่นเอง  

 

ราคาไปด้วยกันกับทุนองค์กรหรือไม่?  

สำหรับระบบ cloud hosting จะมีความยืดหยุ่นที่มากกว่า off-site เนื่องจากผู้ใช้งานสามารถเลือกใช้ได้ตามความต้องการ การใช้งานจริง หรือจะเป็นบริการแบบรายเดือน (มีทั้งรายชั่วโมง, รายวัน, รายเดือน) ตลอดจนการใช้งานที่เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ใช้งาน ที่เรียกว่า ‘Private Cloud’ แต่สำหรับ off-site ผู้ใช้งานจะต้องลงทุนกับอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์เอง รวมถึงการดูแลรักษา และเรียนรู้การใช้งานด้วยตัวเองอีกด้วย  

  

แบบไหนปกป้องข้อมูลได้ดีที่สุด?  

ในข้อนี้สามารถเปรียบได้ประมาณว่า ‘จะซื้อ หรือจะสร้าง’ คุณสามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีที่สุดต่อการป้องกันข้อมูล ได้ด้วยตัวเองหรือไม่ หรือว่าคุณควรจะไปใช้บริการของผู้ให้บริการ cloud hosting ดีกว่า? พอเกิดคำถามเหล่านี้ ก็อยากให้วนกลับไปที่คำถามแรก ถ้าหากว่าความต้องการหรือเงื่อนไขของคุณค่อนข้างเรียบง่าย ไม่มีอะไรมาก ก็ตรงดิ่งไปที่  Cloud Backup ได้เลย  

 

จากคำถามทั้ง 4 ข้อนี้ ไม่มีผิด ไม่มีถูก มีแต่ว่าตรงหรือไม่ตรง คุ้มหรือไม่คุ้ม สะดวกหรือไม่สะดวก ฉะนั้น คนที่สามารถเลือกรูปแบบการสำรองข้อมูลได้ดีที่สุด ก็คือตัวคุณและคนในองค์กรของคุณเอง

Magento แอปฯ พัฒนาเว็บ E-Commerce บน Cloud Thai

Magento แอปฯ พัฒนาเว็บ E-Commerce บน Cloud Thai

Magento แอปฯ พัฒนาเว็บ E-Commerce บน Cloud Thai

เว็บไซต์ E-Commerce เป็นชาแนล ที่หลายๆ แบรนด์ธุรกิจเลือกใช้งานสำหรับสื่อสารและทำแบรนด์ ซึ่งความสำคัญของเว็บไซต์ก็เปรียบเสมือนการสร้างร้านค้าที่มีความสวยงามและสะดวก แต่อยู่ในรูปแบบของสื่อออนไลน์ ซึ่งก็มีหลายโปรแกรมสำหรับการเริ่มต้นทำ เว็บไซต์ E-Commerce หนึ่งในแพลตฟอร์มที่มีความสะดวก คือ Magento  

  

สำหรับการพัฒนาเว็บไซต์ E-Commerce มักจะมีปัจจัยแวดล้อมหลายๆ รูปแบบ ทำให้การพัฒนาและ Run ระบบส่วนใหญ่ นักพัฒนาจะใช้งาน Cloud Computing ซึ่ง Cloud Thai ในปัจจุบันก็มีประสิทธิภาพ ความเร็ว และมีมั่นคงในการ Run ระบบอย่างต่อเนื่อง  

  

Magento คืออะไร?  

  

Magento เป็นชาแนลจัดการข้อมูลบนเว็บไซต์แบบ Content Management System (CMS) ในการพัฒนาเว็บไซต์ E-Commerce ที่มีคุณสมบัติการใช้งานที่ครบถ้วน โดยใช้ภาษา PHP ทำให้ผู้ใช้งานสามารถพัฒนาเว็บไซต์ได้ตั้งแต่ จัดหมวดหมู่สินค้า, อัปเดตจำนวนสินค้าในคลัง, ระบบชำระเงิน, การจัดส่ง, ระบบโปรโมชัน ซึ่งโปรแกรมไม่ใช่โปรแกรมสำหรับสร้างเว็บไซต์สำเร็จรูป ผู้ใช้งานต้องเขียน คำสั่ง ขึ้นมา ทำให้มีความยืดหยุ่นในการสร้าง และไม่มีความตายตัวในการออกแบบ แต่ยังคงมีฟังก์ชันที่อำนวยความสะดวกให้การสร้างเว็บไซต์ที่ง่ายดายมากขึ้น  

  

Magento ใช้งานอย่างไร?  

  

สำหรับการใช้งาน Magento มีการใช้งาน 2 รูปแบบ คือ  

  

  1. โปรแกรมRunบนคอมพิวเตอร์

  2. ใช้งานบนCloud Computing 

  

การใช้งานบนคอมพิวเตอร์นั้นก็เหมือนการใช้งานแอปฯทั่วไปที่ผู้ใช้งานต้องติดตั้งโปรแกรม แต่ด้วยการทำงานบนคอมพิวเตอร์ที่มีข้อจำกัดเรื่องของ Hardware ตั้งแต่ขั้นตอนการพัฒนา ไปจนถึง การ Run ระบบเว็บไซต์ E-Commerce เนื่องจากข้อมูลจำนวนมหาศาลบนเว็บไซต์ รวมถึงความมั่นคงในการทำงาน ทำให้ส่วนใหญ่คนเลือกใช้งาน Magento บน Cloud Computing กันมากกว่า  

  

Magento บน Cloud Thai ดีกว่าอย่างไร? 

  

Magento เป็นแพลตฟอร์มสร้างเว็บไซต์ E-Commerce ที่มีความโดดเด่นแล้วได้รับความนิยม ซึ่งการทำให้เว็บไซต์มีประสิทธิภาพที่สูงที่สุด ต้องมีทรัพยากรบนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure-as-a-Service) บน Cloud Computing ที่เหมาะสม ซึ่ง Cloud Thai สามารถสร้างการทำงานได้มากกว่า Cloud Global อย่างแน่นอน เนื่องจากมี เครือข่ายการทำงาน ที่รวดเร็วกว่า นั่นทำให้การทำงานมีความรวดเร็วและประสิทธิภาพสูงขึ้น 

  

Cloud Thai นั้นมีสภาพแวดล้อมที่ยืดหยุ่นและเหมาะสม สามารถเพิ่ม-ลดขนาดของทรัพยากร Cloud Server ได้ทันที ตอบสนองกับการทำงานที่มีขนาดใหญ่ หรือการเพิ่มขึ้นของข้อมูลบนเว็บไซต์ รวมถึงมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลระบบและให้การดูแลอย่างต่อเนื่องตลอดการใช้งานอีกด้วย  

  

ทำไมต้องใช้งาน Cloud Thai บน NIPA.Cloud 

  

Magento เป็นแพลตฟอร์มที่ต้องการสภาพแวดล้อมบนระบบที่มีความเสถียร ซึ่ง NIPA.Cloud สามารถสร้างประสิทธิภาพได้เหนือกว่า  

  

  1. เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน 

  

NIPA.Cloud มีฟังก์ชันการทำงานให้ผู้ใช้งานสามารถสร้าง Magento ได้อย่างรวดเร็ว ด้วยฟังก์ชัน Marketplace cloud พร้อมกับสภาพแวดล้อมในการรองรับปริมาณข้อมูล รวมถึงคุณสมบัติที่รองรับการใช้งานที่มีประสิทธิภาพบน Cloud Server ที่ช่วยลดความซับซ้อนของระบบ IT และมีการอัปเดตทั้ง Hardware และ ซอฟต์แวร์ อยู่เสมอ ทำให้ระบบเครือข่ายและข้อมูลของผู้ใช้ทั้งหมดถูกจัดเก็บอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ระบบของผู้ใช้ที่สร้างขึ้นบน Cloud Computing ไม่มีวันหมดอายุ จนกว่าจะไม่มีการใช้งาน ซึ่งมีความยั่งยืนที่มากกว่าระบบแบบ On-Prem  

  

  1. แพ็คเกจที่เหมาะสมสำหรับSMEs จนถึงระดับ Enterprise  

  

NIPA.Cloud มีอุปกรณ์และทรัพยากรที่ธุรกิจสามารถปรับขนาดได้อย่างยืนหยุ่น ที่สามารถควบคุมทรัพยากรเองได้ โดยคิดค่าบริการแบบ Pay-as-you-use ทำให้เมื่อเปรียบเทียบกับการทำงานแบบ On-prem มีต้นทุนที่ต่ำกว่า นอกจากนี้ยังรองรับการ Migrate-to-Cloud หรือการย้ายระบบมายัง Cloud Server อีกด้วย  

  

ทำให้ผู้ใช้งานสามารถปรับเปลี่ยน Instance Cloud ได้ตามต้องการและมีการอัปเดตอย่างต่อเนื่อง ตอบสนองการทำงานที่รวดเร็ว มีคุณภาพ ประสิทธิภาพ และความเสถียรต่อการทำงานบน Cloud Server  

  

  1. การปรับใช้และกำหนดค่าWorkflow ได้อย่างต่อเนื่อง  

  

การทำงานบน Cloud Computing ที่มีสภาพแวดล้อมที่ตอบโจทย์ของธุรกิจทุกระดับ ตั้งแต่ Instance Cloud, Network และ Storage ที่สามารถปรับใช้ได้และมีการใช้งานที่ง่าย สะดวก ทำให้ผู้ใช้สามารถปรับเปลี่ยน คืนค่า และกำหนดค่าได้อย่างอิสระ สามารถควบคุมการพัฒนา Magento ได้อย่างต่อเนื่องไม่มีสะดุด  

3.1 เพิ่ม-ลดทรัพยากรได้ทุกเมื่อ  

3.2 สามารถเลือกใช้ทรัพยากรได้หลากหลายตามความต้องการ เช่น หน่วยการประมวลผล (Processing Unit), เครือข่ายข้อมูล (Network), ระบบเก็บข้อมูล (Storage) หรือระบบปฏิบัติการ (OS) เป็นต้น  

3.3 เข้าถึงง่าย เชื่อมต่อได้ทุกที่ทุกเวลาเพียงแค่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้  

  

  1. เพิ่มความปลอดภัยด้วยCloud Firewall บน Magento  

  

Magento บน Cloud มีระบบรักษาความปลอดภัย ด้วยความยืดหยุ่นและประสิทธิภาพของ Cloud ทำให้ระบบมีความปลอดภัย ด้วยมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล รวมถึงบริการการดูแลอื่นๆ เช่น มีทีมงานดูแลตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงมี Data Center ที่ได้รับการรับรองและมีมาตรฐาน ISO/IEC เป็นต้น  

  

NIPA.Cloud มีระบบความปลอดภัยบน Cloud ที่หลากหลาย ตั้งแต่ Cloud Firewall ในการจัดการอนุญาตการใช้งาน port บน Instance Cloud รวมถึงรองรับการทำงานแบบ หลาย โปรเจก เพื่อสะดวกต่องานที่เป็นลักษณะ project ย่อยๆ เพิ่มความสะดวกและความปลอดภัยให้กับผู้ใช้งาน รวมถึงมีฟังก์ชันความปลอดภัยอื่นๆ เช่น Keypair, External IP และ VPC Network เป็นต้น  

6 ทริคการจัดการ Mail marketing อย่างมืออาชีพ

6 ทริคการจัดการ Mail marketing อย่างมืออาชีพ

6 Tips for Email Marketing Management
การส่งอีเมล Marketing จะไม่มีความหมายหากจัดการไม่ถูกต้อง หลายองค์กรพบกับปัญหาการส่งอีเมล Marketing แต่ลูกค้าไม่สนใจ ไม่เปิดอ่าน ซึ่งปัญหาที่เกิดนี้นักการตลาดส่วนใหญ่มักมุ่งเป้าไปที่เนื้อหาของคอนเทนต์ภายใน อีเมลแต่เพียงอย่างเดียว จริงที่เนื้อหาเป็นส่วนสำคัญ แต่นอกเหนือจากเนื้อหาแล้ว การจัดการก่อนส่งอีเมล ก็เป็นส่วนสำคัญเช่นกัน หากเราจัดการสร้าง อีเมล  ได้อย่างถูกต้องจะทำให้ประสิทธิภาพของการทำ Mail marketing เป็นไปอย่างแม่นยำและประสบผลสำเร็จ

1.จัดกลุ่มรายชื่อ อีเมล ของลูกค้า

เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย และง่ายต่อการส่งอีเมล เราควรจัดแบ่งกลุ่มลูกค้าเป็นหมวดหมู่ ดูข้อมูลของลูกค้าว่าเป็นลูกค้าใหม่หรือลูกค้าเก่า ใช้บริการอะไร หรือกำลังสนใจสินค้าประเภทไหน เพื่อให้เป้าหมายในการจัดส่งมีความชัดเจนและมีเนื้อหาที่เฉพาะเจาะจง ตรงกับความสนใจของลูกค้า

2.ใส่ชื่อของลูกค้าผู้รับอีเมลด้วย

การใส่ชื่อลูกค้าจะทำให้ลูกค้ารู้สึกถึงความใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อย ๆ ของผู้ส่งอีเมล ว่าเนื้อหาเหล่านั้นถูกส่งมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ

3.ภาพประกอบ

ภาพภายใน Mail marketing ที่เราส่งไปยังลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญมากเลยทีเดียว เพราะผลสำรวจกว่า 94% Mail marketing ที่ใส่รูปภาพ จะได้รับความสนใจจากลูกค้ามากกว่า อีเมล ที่มีเพียงแค่เนื้อหา แต่รูปภาพที่ใส่ลงไปก็ควรที่จะตอบโจทย์ผู้รับ และไม่มีข้อความบนภาพมากเกินไปแต่สื่อสารได้ชัดเจน

4.สร้าง Call to Action

เพื่อให้ลูกค้ามีรีแอคชั่นตอบกลับ Mail marketing ที่ส่ง เราควรใส่ลิงค์ที่เชื่อมต่อไปยังเว็บไซต์ของเรา ให้ลูกค้าสามารถรับชมสินค้าและบริการ อ่านข้อมูลของแบรนด์หรือ จะแนบเป็นลิงค์แบบสอบถามต่างๆ ก็สามารถทำได้เช่นกัน เป็นการเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้แสดงความคิดเห็นต่อแบรนด์ และนำไปปรับใช้ต่อไปในอนาคต

5.รองรับกับแพลตฟอร์มสมาร์ทโฟน

เทคโนโลยีที่ก้าวหน้า สมาร์ทโฟนเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของทุกๆคน ต้องทำให้ผู้รับสามารถเปิดอ่าน อีเมล บนมือถือได้ตลอด เพราะฉะนั้นเราควรที่จะออกแบบการส่งอีเมล Marketing ให้รองรับกับแพลตฟอร์มสมาร์ทโฟนเพื่อการเปิดใช้งานได้ตลอดเวลาโดยไม่มีข้อจำกัด

6.ทดสอบการส่งอีเมล Marketing

เราควรที่จะทดสอบ Mail marketing ด้วยการทดลองส่งอีเมล ไปยังลูกค้า 2 กลุ่มด้วยกัน (A/B Testing) โดยเปลี่ยนเนื้อหาส่วนต่าง ๆ ภายใน อีเมล ให้มีความแตกต่างกัน เพื่อเป็นแนวทางวิเคราะห์การส่งอีเมล ให้มีประสิทธิผลต่อไปในอนาคต ว่าควรจะสร้างในรูปแบบไหน และลูกค้าสนใจเนื้อหาอะไร

ลองนำ 6 ทริคนี้ไปประกอบการเขียน Mail marketing เพื่อให้อีเมลมีองค์ประกอบที่ชัดเจน ง่ายต่อการทำความเข้าใจเนื้อหาและเข้าถึงลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพิ่มโอกาสในการสร้างฐานลูกค้าอย่างมั่นคงรวมไปถึงเกิดการซื้อขายสร้างรายได้ให้แก่องค์กร

รู้จัก Line my shop ตลาดใน LINE OA ซื้อขายง่ายในแอปฯ เดียว

รู้จัก Line my shop ตลาดใน LINE OA ซื้อขายง่ายในแอปฯ เดียว  

  LINE My Shop

ยุคสมัยนี้หากพูดถึง LINE OA เชื่อได้เลยว่าพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์หลายๆ คนต้องรู้จักกันเป็นอย่างดี เนื่องจากถือเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่สำคัญ เพราะสามารถช่วยเก็บฐานลูกค้าได้ ซึ่งโดยปกติแล้วเรามักจะทำการซื้อขายกันด้วยการแชทและจบลงในนั้น แต่ในบางครั้งก็อาจมีคำสั่งซื้อเข้ามาเยอะจนอาจทำให้เกิดการสับสนและตกหล่น ในขณะเดียวกันทางด้านลูกค้า เมื่อพูดคุยกันในแชทเสร็จแล้วก็จะต้องออกไปโอนเงินใน Mobile Banking App แล้วส่งสลิปการโอนกลับเข้ามาใน LINE อีก ทำให้ดูวุ่นวาย และลูกค้าอาจเปลี่ยนใจได้ง่ายๆ  

  

สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นถือเป็น Pain Point ของพ่อค้าแม่ค้าที่ทำการตลาดในไลน์เลยก็ว่าได้ ซึ่งปัญหาเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป ถ้าใช้ LINE My Shop ตัวช่วยที่ทำให้ทั้งพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์และลูกค้าสะดวกมากยิ่งขึ้น เพราะสามารถทำการซื้อขายได้ตั้งแต่เลือกซื้อ จ่ายเงิน ติดตามสถานะ ไปจนถึงลูกค้าได้รับของ โดยผ่าน LINE OA เพียงแอปฯ เดียว ไม่ต้องเข้าแอปฯ นู้น ออกแอปฯ นี้ให้ยุ่งยาก ซึ่งถ้าถามว่า LINE My Shop มีฟีเจอร์เด่นๆ อะไรบ้าง วันนี้เราจะพาทุกคนไปดูกัน  

  

Chat Commerce  

ฟีเจอร์พิเศษที่เพิ่มเข้ามาในระบบแชท ให้คุณสามารถสร้างออเดอร์ใบสั่งซื้อส่งให้ลูกค้าในระหว่างแชทได้เลยโดยไม่ต้องออกไปใช้โปรแกรมอื่น  

  

Order Notification    

ฟีเจอร์สำหรับจัดการสถานะออเดอร์โดยตรง โดยระบบจะส่ง Notification เกี่ยวกับสถานะการสั่งซื้อให้ลูกค้าทาง LINE โดยอัตโนมัติ เช่น รับออเดอร์แล้ว ได้รับการชำระเงินแล้ว รวมถึงส่งเลขพัสดุสินค้าให้ด้วย  

  

Product & Inventory    

ระบบจัดการแคตตาล็อกและสต็อกสินค้าแบบเรียลไทม์ โดยผู้ขายสามารถเข้าไปกำหนดจำนวนสินค้าที่ขายได้ด้วยตัวเอง ซึ่งลูกค้าจะสามารเห็นส่วนนี้ได้จากหน้า Page ของ LINE My Shop นั่นเอง  

  

Delivery  

ฟีเจอร์นี้ทำให้ผู้ขายสามารถปริ้นรายละเอียดการสั่งซื้อ รวมถึงที่อยู่จัดส่งเพื่อติดบนพัสดุได้โดยไม่ผิดพลาด  

  

Report & Dashboard  

ระบบรายงานของ LINE My Shop ที่เตรียมไว้ให้อย่างครบครันช่วยให้พ่อค้าแม่ค้าทำงานต่างๆ ได้อย่างสะดวกขึ้น โดยมีข้อมูลสำหรับวิเคราะห์ วางแผนการขาย ไม่ต้องบันทึกเองให้เสียเวลา  

  

จะเห็นได้ว่า LINE My Shop มีฟีเจอร์เด็ดๆ มากมายให้พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ได้ใช้กัน ซึ่งที่เรากล่าวมาทั้งหมดนี้สามารถทำได้ในแอปฯ เดียว ไม่ต้องเสียเวลาไปเข้าออกหลายๆ แอปฯ ให้เครื่องค้าง สำหรับใครที่สนใจก็สามารถสมัครใช้งานได้ฟรี เพียงเข้าไปทีเว็บ linemyshop.com แล้วใช้งานได้เลย แต่จำเป็นต้องมี LINE OA เป็นของตัวเองก่อน เพียงเท่านี้ก็บริหารจัดการร้านของคุณได้ง่ายๆ แค่ในแอปฯ เดียวแล้ว  

เลือก Keyword ในการทำ Google AdsWord อย่างไรเรามีคำตอบ

เลือก Keyword ในการทำ Google AdsWord อย่างไร เรามีคำตอบ! 


SEM Keyword

โฆษณาออนไลน์ผ่าน Google AdsWord เป็นที่นิยมอย่างมากในวงการนักโฆษณา ซึ่งมีวิธีการสร้างโฆษณาจากการค้นหาบน Google โดยการเลือกคำ หรือประโยคเป็น คีย์เวิร์ด เพื่อค้นหาข้อมูล ซึ่งในส่วนตรงนี้ Google คิดค่าใช้จ่ายโฆษณาจากจำนวนการคลิ๊กเข้าชมต่อครั้ง (Pay Per Click) ดังนั้นค่าโฆษณา Google AdsWordที่เราจะต้องจ่ายจะมากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่ความนิยมของ Keywords ที่เราเลือกใช้นั่นเอง

 

และเพื่อการยิง โฆษณา ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี วันนี้เราจะมาดูวิธีการเลือก Keyword ที่เป็นปัจจัยหลักของการทำโฆษณาออนไลน์ผ่าน Google AdsWord กัน จะมีวิธีหยิบ Keyword มาใช้อย่างไรบ้างไปดูกันเลย

 

เลือก keyword ที่คาดว่าจะได้ CTR 

การทำโฆษณา Google AdsWord จะช่วยส่งเว็บไซต์ของเราให้เป็นอันดับต้นๆของการค้นหา แต่บางครั้ง CTR ของเราไม่ได้สูงมากนัก เพราะว่าผู้ค้นหาไม่ได้มองเนื้อหาของโฆษณาจะมีความพิเศษอะไรไปกว่าเนื้อหาที่สามารถค้นหาได้ตามปกติ จึงเกิดการมองข้าม เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นบทความธรรมดาหรือโฆษณา ต้องเลือก keyword ที่คาดว่ามี CTR สูงๆ เพื่อให้เว็บไซต์ของเราสามารถที่จะค้นหาเจอในอันดับต้นๆ

**CTR คือ (จำนวนคลิ๊กของผู้ชมที่โฆษณาได้รับ หารด้วยจำนวนครั้งที่โฆษณาแสดงผล)**

 

เลือก Keyword ที่ไม่เกิดการแข่งขันใน Account

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าการเลือกใช้ Keyword บนโฆษณา Google AdsWord เป็นสิ่งสำคัญมาก เราไม่ควรเลือก Keyword ที่ซ้ำกันในหนึ่ง Account เพราะจะทำให้เกิดการแข่งขันกันเอง ซึ่งเป็นผลเสียต่อการค้นหาข้อมูล เนื่องจากกระบวนการทำงานของ Google AdsWord จะทำการเลือก Keyword ที่ดีที่สุด  ใน Ad Rank มาแสดงเป็นโฆษณาเพียงอันเดียวต่อหนึ่งเว็บไซต์เท่านั้น นอกจากนี้ยังส่งผลให้ ค่าโฆษณาสูงมากขึ้นด้วย ดังนั้นเราควรที่จะระมัดระวังการใช้ Keyword เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในภายหลัง

 

เลือก keyword ที่ทำให้เกิด conversation

ก่อนจะเลือก Keyword มาใช้ สิ่งสำคัญที่สุดคือเราต้องทำการค้นหา Keyword ที่สอดคล้องกับเว็บไซต์ หรือคอนเทนต์ของเราก่อน ซึ่งวิธีการเลือก Keyword เราต้องใช้เครื่องมือช่วยอย่าง Google Keyword Planner หรือโปรแกรมอื่นๆที่มีความถนัดก็ได้ และพอได้ Keyword ที่ค้นหามาเรียบร้อยแล้ว เราจำเป็นที่จะต้องคัดเลือก Keyword ที่มีโอกาสจะทำให้เกิด Traffic มากที่สุดมาใช้เพื่อตัวเลขที่ดีในการเข้าชมและการใช้งานเว็บไซต์ของเรา

 

เลือก Keyword ที่สอดคล้องกับหน้า Landing Page

เราต้องเลือก Keyword ให้มีความสอดคล้องกับหน้า Landing page ที่ผู้เข้าชมจะเห็นในหน้าแรก ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานในการทำโฆษณา Google AdsWordอยู่แล้ว ยิ่งเราสามารถจัด Keyword ให้ตรงกับเนื้อหาโฆษณาหน้า Landing Page ได้มากเท่าไหร่ ประสิทธิภาพในการโฆษณาก็จะมากยิ่งขึ้น รวมถึงค่าใช้จ่ายในการคลิ๊กโฆษณาก็ถูกลงอีกด้วย

 

ลองนำเทคนิคเหล่านี้ไปปรับใช้กับการลงโฆษณา Google AdsWord ของตัวเอง เพื่อให้คนสามารถหาโฆษณาของเราเจอจากการค้นหา Keyword ได้ง่ายๆ เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพที่ดีในการทำโฆษณามากยิ่งขึ้น แถมประหยัดงบค่าโฆษณาไปในตัวอีกด้วย

ทำไมต้องใช้ Cloud Computing

ทำไมต้องใช้ Cloud Computing

Cloud Computing

Cloud Computing หรือระบบการประมวลผลและหน่วยจัดเก็บข้อมูลรูปแบบออนไลน์ที่ช่วยลดความยุ่งยากในการติดตั้ง ดูแลระบบ และลดต้นทุนในการสร้างระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ โดยมีบริการทั้งรูปแบบเครือข่ายส่วนตัว (Private Cloud), เครือข่ายสาธารณะ (Public Cloud) และใช้งานเครือข่ายแบบผสมผสาน (Hybrid Cloud)

 

เข้าใจง่ายๆ Cloud Computing คือการใช้งานระบบคอมพิวเตอร์ หรือซอฟต์แวร์แบบออนไลน์จากผู้ให้บริการที่แตกต่างกัน ซึ่งสามารถใช้งานได้อย่างสะดวกผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต รวมถึงสามารถกำหนดทรัพยากรของคอมพิวเตอร์ได้อย่างอิสระตามความต้องการ และประหยัดต้นทุนด้วยระบบคิดค่าบริการตามการใช้งานจริงนั่นเอง

 

ประเภทของ Cloud Computing

 

  1. Public Cloud เป็นระบบคลาวด์ที่ผู้ใช้งานทั่วไปสามารถเข้ามาใช้งานทรัพยากรในการสร้างเครือข่าย หรือระบบคอมพิวเตอร์ โดยสามารถใช้งานได้ทั้ง Hardware และ ซอฟต์แวร์ ซึ่งรูปแบบบริการก็จะมีความแตกต่างกันออกไปของแต่ละผู้ให้บริการคลาวด์ ทั้งนี้จะมีการคิดค่าบริการแบบตามการใช้งานจริงเป็นรายชั่วโมง

 

  1. Private Cloud เป็นระบบคลาวด์แบบปิดที่มีเฉพาะคนในองค์กรสามารถเข้าถึงทรัพยากรได้ โดยที่ระบบข้อมูลและ Software จะการจัดเก็บและป้องกันที่ปลอดภัยบน Data Center ของผู้ให้บริการ ซึ่งองค์กรสามารถใช้งานหรือปรับเปลี่ยนระบบได้อย่างอิสระ

 

  1. Hybrid Cloud เป็นระบบคลาวด์แบบผสมผสานทั้ง Public Cloud และ Private Cloud ซึ่งดึงข้อดีของทั้งสองระบบออกมาใช้งาน เพื่อให้องค์กรสามารถทำงานบนระบบ Cloud Computing ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เช่น ใช้งาน Private Cloud ในการรัน Software และเก็บข้อมูลภายในองค์กร แต่ใช้ Public Cloud ในการรัน เว็บไซต์ รวมถึงรองรับการทำงานช่วงที่มี Workload จำนวนมาก

 

รูปแบบการใช้งาน Cloud Computing

 

  1. SaaS (Software-as-a-Service) เป็นการใช้งานคลาวด์ในรูปแบบของ Software โดยผู้ใช้งานสามารถสร้างและใช้ Software ตัวนั้นได้ผ่าน Internet ซึ่งไม่จำเป็นต้องติดตั้งบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ส่วนตัว

 

  1. IaaS (Infrastructure-as-a-Service) เป็นการใช้งานคลาวด์ในรูปแบบของระบบโครงสร้างพื้นฐาน เช่น หน่วยการประมวลผล (Processing Unit), เครือข่ายข้อมูล (Network), ระบบเก็บข้อมูล (Storage) หรือระบบปฏิบัติการ (OS) โดยผู้ใช้งานสามารถใช้งานทรัพยากรของคลาวด์ในการสร้างระบบคอมพิวเตอร์หรือเครือข่ายแบบเสมือน (Virtualization) ของตัวเองขึ้นมา ซึ่งไม่จำเป็นต้องซื้อหรือติดตั้ง Hardware ปริมาณมากเป็นของตัวเอง

 

  1. PaaS (Platform-as-a-Service) เป็นการใช้งานคลาวด์ในรูปแบบของแพลตฟอร์ม โดยผู้ใช้งานสามารถใช้งาน Hardware และ Software ได้อย่างอิสระ ไม่ยุ่งยาก สามารถใช้งานได้ทันที

 

  1. DRaaS (Disaster Recovery-as-a-Service) เป็นการใช้งานคลาวด์ในรูปแบบของการกู้คืนข้อมูลเมื่อเกิดภัยพิบัติ โดยเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น ภัยธรรมชาติ, เหตุการณ์ทางการเมือง หรือ เหตุขัดข้องที่ทำให้ ฐานข้อมูล ไม่สามารถทำงานได้ ระบบก็จะมีการโอนย้ายการทำงานไปยังระบบการทำงานสำรองแบบอัตโนมัติ ทำให้ระบบเครือข่ายขององค์กรสามารถทำงานได้ต่อเนื่อง

 

เหตุผลที่องค์กรควรติดตั้ง DR หรือ Site สำรอง เนื่องจากมีการระบุไว้ตามกฎหมายว่าบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ต้องมี Site สำรอง รวมถึงมีมาตรฐานเพื่อความปลอดภัยต่อข้อมูลขององค์กรและผู้ใช้งาน แต่การลงทุนทำ Site สำรองหรือ DRaaS นั้น มีค่าใช้จ่ายจำนวนมาก การใช้งานคลาวด์จึงสามารถตอบโจทย์การใช้งานที่มีราคาถูกกว่าได้ รวมถึงสามารถใช้งานบริการอื่นๆ จากคลาวด์ได้ เช่น Data Base-as-a-Service (DBaaS), Mobile Back-End-as-a-Service (MBaaS), Functions-as-a-Service (FaaS)

 

ความปลอดภัยของการใช้งาน Cloud Computing

 

อย่างที่กล่าวมาในข้างต้นแล้วว่าข้อดีของการใช้งาน Cloud Computing คือสามารถใช้งานได้อย่างสะดวก ค่าใช้จ่ายน้อย แต่อีกหนึ่งเรื่องที่ผู้คนมักตั้งคำถามเป็นเรื่องของ ความปลอดภัยของข้อมูล

 

แน่นอนว่าการเก็บข้อมูลไว้บน Cloud Computing นั้นมีความรวดเร็ว สะดวก ซึ่งก็มีการดูแลเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลแก่ผู้ใช้งานอีกด้วย แม้กระทั่งในตัวของ Public Cloud ที่เป็นคลาวด์สาธารณะ แต่ก็มีระบบรักษาความปลอดภัย อย่างเช่น Keypair, VPC หรือระบบการตั้งค่า Network นอกจากนี้หากผู้ใช้งานเป็นระดับองค์กรก็สามารถใช้งาน Private Cloud ที่มีความปลอดภัยสูง เนื่องจากองค์กรสามารถจัดการทรัพยากรทั้งหมดได้ด้วยตัวเอง หากต้องการใช้งานที่คล่องตัวที่สุดก็คือ Hybrid Cloud ที่รวมเอาข้อดีของการใช้งานทั้ง Public Cloud และ Private Cloud รวมกัน

 

ใช้งาน Cloud Computing คุ้มกว่าอย่างไร

 

1.Cost Savings

ควบคุมทรัพยากรเองได้ โดยคิดค่าบริการแบบ Pay-as-you-use ใช้เท่าไหร่จ่ายเท่านั้น เมื่อเปรียบเทียบกับการทำงานแบบ On-prem ต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากในการติดตั้ง Hardware และดูแลระบบ รวมถึงการจ้างเจ้าหน้าที่ในการดูแลอีกด้วย

 

2.Security

มีความปลอดภัยสูง เนื่องจากผู้ให้บริการในปัจจุบันมีการยกระดับมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล รวมถึงบริการการดูแลอื่นๆ เช่น มีเจ้าหน้าที่บริการตลอด 24 ชั่วโมง, มี Data Center ที่ได้รับการรับรองและมีมาตรฐาน ISO/IEC เป็นต้น

 

3.Flexibility

สามารถเลือกใช้ทรัพยากรได้หลากหลายตามความต้องการ เช่น หน่วยการประมวลผล (Processing Unit), เครือข่ายข้อมูล (Network), ระบบเก็บข้อมูล (Storage) หรือระบบปฏิบัติการ (OS) เป็นต้น 

 

4.Mobility

เข้าถึงง่าย เชื่อมต่อได้ทุกที่ทุกเวลาเพียงแค่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้

 

5.Reduce Complexity

ลดความซับซ้อนของระบบ IT การดูแลระบบ Infrastructure ขององค์กร เช่น ระบบไฟฟ้า, การเชื่อมต่ออุปกรณ์, การบำรุงรักษา เป็นต้น แต่ผู้ใช้งานสามารถใช้งานทรัพยากรทั้ง Hardware และ Software บนคลาวด์ได้ทันที

 

6.Automatic Software Updates

การทำงานบนคลาวด์จะมีการอัปเดตทั้ง Hardware และ Software ตลอดเวลา

 

7.Sustainability

ระบบเครือข่ายและข้อมูลของผู้ใช้งานทั้งหมดถูกจัดเก็บอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ระบบของผู้ใช้ที่สร้างขึ้นบนคลาวด์ไม่มีวันหมดอายุ จนกว่าจะไม่มีการใช้งาน ซึ่งมีความยั่งยืนที่มากกว่าระบบแบบ On-Prem 

 

สำหรับบริการ Cloud Computing รูปแบบต่างๆ Nipa.Cloud เราสามารถให้บริการได้ทั้ง Public Cloud และ Private Cloud สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ สามารถใช้งานได้ง่ายและได้รับประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยซอฟต์แวร์ NCP ที่มีระบบ Billing แบบ Pay-As-You-Go พร้อม Data Center ของเราเองที่ได้รับมาตรฐาน ISO/IEC 27001:2013, ISO/IEC 29110 และรางวัลระดับสากล PM Export Award 2019, 2019 BEST INTELLECTUAL PROPERTY AWARD รวมถึงการได้รับสิทธิบัตรยกเว้นภาษีเป็นเวลาถึง 8 ปี จาก BOI

เคล็ดลับสร้าง Email Marketing ให้น่าสนใจไม่เกิดการมองข้าม!

เคล็ดลับสร้าง อีเมล มาร์เกตติ้ง ให้น่าสนใจ ไม่เกิดการมองข้าม!

Email Marketing

การทำการตลาดผ่าน Email เป็นช่องทางที่คนส่วนใหญ่มักมองข้าม เนื่องจากปัจจุบันการพัฒนาของเทคโนโลยีทำให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกในการส่งข่าวสารเกิดขึ้นมากมาย และรวดเร็วกว่า Email แต่ถึงอย่างไรการทำ Marketing ที่ดีไม่ได้ชี้วัดกันที่ความสะดวกรวดเร็วเท่านั้นแต่ต้องสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้บริโภคและธุรกิจด้วย ซึ่งจุดนี้ อีเมล มาร์เกตติ้ง เป็นเครื่องที่สามารถตอบโจทย์ได้ดีเลยทีเดียว

 

Email Marketing คือ รูปแบบการตลาดออนไลน์ที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายด้วย Email โดย Content ของอีเมล จะมาในรูปแบบของข่าวสาร ข้อมูล การนำเสนอสินค้าและบริการ Promotion ต่างๆ เป็นต้น แต่การจะทำ อีเมล มาร์เกตติ้ง ขึ้นมาสักอัน สิ่งสำคัญเลยคือ เราต้องให้ความสำคัญต่อผู้บริโภคเป็นอย่างมาก ต้องเข้าใจถึงข้อมูลข่าวสารแบบไหน มาในรูปแบบอย่างไรถึงจะเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค พอเมื่อเปิดอ่านแล้ว Email ของคุณจะไม่ถูกมองข้าม กดแสปม หรือโดนย้ายเข้าไปอยู่ในถังขยะ วันนี้เราจะมาดูกันว่ามีวิธีการอะไรบ้าง ที่จะช่วยสร้าง Email Marketing  ให้น่าสนใจและไม่ถูกมองข้าม

 

เขียนชื่อหัวข้ออีเมล ให้มีความดึงดูดน่าสนใจ แต่สร้างสรรค์

หัวข้ออีเมล จะเป็นสิ่งแรกที่ผู้ใช้งานจะเห็นเมื่อเปิดเข้ามาเช็คอีเมล ซึ่งถ้าชื่อหัวข้ออีเมล ไม่ได้มีความน่าสนใจหรือไม่ได้มีสิ่งเกี่ยวข้องใดๆกับผู้รับโดยตรง Email ของคุณก็อาจถูกมองข้ามได้

 

ใส่ Logo ไว้ที่หัว Email ด้วย!

Logo เป็นหน้าตาของ Brand ที่สร้างความน่าเชื่อถือ ความเชื่อมั่นให้กับ อีเมล มาร์เกตติ้ง ของคุณ เพราะผู้บริโภคส่วนมากสามารถจดจำจากการมองเห็น Logo ได้ดีกว่าการสะกดชื่อแบรนด์ เพราะฉะนั้นเพื่อให้ลูกค้าสามารถมองเห็นคุณได้ชัดเจนควรใส่โลโก้ไว้ที่หัว Email ด้วย

 

ชื่อผู้ส่งอีเมลเป็นทางการดูมีความน่าเชื่อถือ

ด้วยปัจจุบันเทคโนโลยีถูกใช้ไปในด้านลบ ส่งผลให้ผู้ใช้งาน อีเมล สมัยนี้ กลัวการถูกล้วงข้อมูล ปล่อยไวรัสต่างๆ เพราะฉะนั้นการตั้งชื่อ อีเมล มาร์เกตติ้ง จะต้องดูเป็นทางการและมีความน่าเชื่อถือ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้รับอีเมล ว่าผู้ส่งนั้นมีตัวตนจริงๆ ไม่ใช่ Robot ก็จะทำให้กล้าเปิดเข้ามาอ่าน

 

เนื้อหาอีเมล สั้นกระชับอ่านง่าย ได้ใจความ

ควรที่จะสร้างคอนเทนต์ Email Marketing ให้อ่านง่าย ไม่ยุ่งยาก จัดวางข้อมูลข่าวสาร Promotion ต่างๆ ให้สั้น กระชับ ได้ใจความ บอกให้ผู้รับเห็นถึงเหตุผลชัดเจนว่าทำไมจะต้องใช้สินค้าบริการของคุณ

 

สร้าง ปุ่มกระตุ้น ภายใน Content อีเมล

เราไม่ได้เพียงต้องการแค่ให้ผู้รับเปิดอ่านเพียงเท่านั้นแต่เราต้องการเปลี่ยนผู้รับให้มาเป็นลูกค้าของเราเพราะฉะนั้น เราจำเป็นที่จะต้องสร้าง Call to action ให้อยู่ในส่วนหนึ่งของอีเมล เช่น Register ฟรีรับปากกา 4 แท่ง เป็นต้น เป็นการสร้างปฏิสัมพันธ์ให้ผู้รับกลายมาเป็นลูกค้าของเราในอนาคต

 

ใส่ช่องทางการติดต่อกลับ

เป็นสิ่งที่สำคัญมากที่ห้ามลืมโดยเด็ดขาดเพราะถ้าลูกค้าสนใจในสินค้าและบริการของเรา ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม จะได้สามารถติดต่อกลับมายังเราได้ ดังนั้นเราควรที่จะใส่ช่องทางการติดต่อให้ครบถ้วน รวมไปถึงช่อง Social Media ต่างๆด้วย

 

ลองนำวิธีการเหล่านี้มาปรับแก้ใช้กันดูกับ Email Marketing ของคุณที่บางทีอาจมองข้ามบางจุดไป เพื่อ Email Marketing ที่มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นเมื่อผู้รับเห็นก็จะไม่เกิดการมองข้ามอีกต่อไป

LINE จัดงาน

ส่งท้ายปี LINE จัดงาน ‘LINE RETAIL TECH 2019’ ที่มาพร้อมเทคโนโลยี รวบรวมเทรนด์ของโลกธุรกิจค้าปลีก และเชิญกูรูชื่อดังในวงการค้าปลีก ร่วมแชร์มุมมองและประสบการณ์ในวงการธุรกิจค้าปลีก นอกจากนี้ยังเป็นการเปิดตัวโปรเจค ‘LINE OA Plus E-Commerce’ โซลูชั่นใหม่เพื่อผู้ประกอบการยุคดิจิทัลอีกด้วย

คุณศรีสุภาคย์ อารีวณิชกุล (ผู้อำนวยการธุรกิจองค์กร LINE ประเทศไทย) กล่าวว่า “ธุรกิจค้าปลีกไทยนับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศ แต่ด้วยผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีทำให้ธุรกิจค้าปลีกมีการแข่งขันที่สูงขึ้น การพัฒนาเครื่องมือทางการตลาดใหม่ ๆ ที่สามารถเข้ามาตอบโจทย์ช่วยให้ธุรกิจค้าปลีกสามารถการทำตลาดดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งจำเป็น

เราตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องเหล่านี้ จึงจัดสัมมนาครั้งยิ่งใหญ่ส่งท้ายปี กับงาน ‘LINE RETAIL TECH 2019’ เพื่ออัปเดตภาพรวมตลาดค้าปลีกและ E-Commerce ของประเทศไทย เปิดมุมมองและเทรนด์สำคัญที่น่าจับตามองสำหรับธุรกิจค้าปลีกโดยเฉพาะ รวมไปถึงความท้าทายและทางเลือกที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดสำหรับธุรกิจค้าปลีกในปัจจุบัน

พร้อมเปิดโอกาสให้กลุ่มธุรกิจค้าปลีกได้ทำความรู้จัก ความเข้าใจ รวมถึงสัมผัสประสบการณ์เทคโนโลยีและโซลูชั่นใหม่ที่ LINE ได้พัฒนาขึ้นเพื่อผู้ประกอบการค้าปลีกในยุคดิจิทัลโดยเฉพาะ

โดย LINE พร้อมเป็นแพลตฟอร์มกลางที่รวบรวมหลากหลายโซลูชั่นแบบครบวงจร เพื่อรองรับและตอบโจทย์นักการตลาดและกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ ให้สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ และสร้างกลยุทธ์ในการเชื่อมต่อกับผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด”

ภายในงาน คับคั่งไปด้วยกูรูผู้ที่คร่ำหวอดในวงการธุรกิจค้าปลีกและการตลาดดิจิทัลจำนวนมากที่มาร่วมเปิดมุมมองในเชิงลึกทั้งแนวโน้มธุรกิจค้าปลีก และบริบทใหม่ของการตลาดดิจิทัล พร้อมกับการมองหาเครื่องมือใหม่ ๆ เพื่อให้การทำการตลาดมีประสิทธิภาพสูงสุด เกิดประโยชน์และคุ้มค่ากับเม็ดเงินที่ใช้มากที่สุด

คุณวรวุฒิ อุ่นใจ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย มาร่วมพูดคุยในหัวข้อ Retail Now and Next เกี่ยวกับสถานการณ์ของธุรกิจค้าปลีกในปัจจุบันและอนาคต รวมถึงเทรนด์ของร้านค้าปลีกรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นแล้วในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา และจีน ปัญหาและอุปสรรคที่จะก้าวไปสู่ค้าปลีกยุคใหม่

อีกทั้งยังมีห้องสัมมนาแยกพิเศษสำหรับผู้ที่ต้องการเจาะลึกในรายละเอียดเกี่ยวกับโซลูชั่นต่าง ๆ จาก LINE เพื่อเสริมความรู้ และทำความเข้าใจสำหรับการใช้งานโซลูชั่นต่าง ๆ จาก LINE ให้ดียิ่งขึ้น และการสนทนาหัวข้อ Driving sales conversion to success with LINE OA and API ซึ่งพูดถึงแนวคิดการแปลงยอดขายสู่ความสำเร็จด้วย LINE OA และ API ผ่าน 2 ผู้เชี่ยวชาญจาก LINE Certified Coach