LAMP คืออะไร

สำหรับคนที่ทำงานด้าน IT ทำงานด้านการพัฒนาแอพลิเคชั่น จะต้องรู้จักกับ LAMP กันอย่างแน่นอน ซึ่งเป็น Software ที่สำคัญสำหรับในการทำ Web page และย่อมาจาก Opensource Software ทั้ง 4 เพื่อจัด Web Server ประกอบไปด้วย

L (Linux) – ลินุกซ์

เป็นระบบปฏิบัติการที่มีความทนทานมากๆ สามารถรองรับการใช้งานหนักได้สบายๆ ได้แก่ Redhat, Centos, Ubuntu, Suse ซึ่งลินุกซ์ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องที่ให้บริการทั่วโลก เพราะปลอดภัยต่อการโจมตีของไวรัส และสามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ แม้ว่าคอมพิวเตอร์จะมีทรัพยากรที่น้อยก็ตาม

A (Apache) – อปาเช่

อปาเช่ เป็นระบบ Web server เพื่อจัดเก็บ Web page และรองรับ Request ที่เข้ามา ซึ่งอปาเช่โดดเด่นในเรื่องของขีดความสามารถในการรองรับภาระงานโหลดมากๆ ที่สำคัญอปาเช่สามารถนำไปใช้ได้ในหลายระบบปฏิบัติการ ทำให้ “อปาเช่” กลายเป็น Service ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดนั่นเอง

M (MySQL) – มายเอสคิวแอล

มายเอสคิวแอลเป็นโปรแกรมจัดฐานข้อมูลขนาดเล็ก มีความเร็วสูง เรียกได้ว่ามันคือ Database แบบ Relational เพื่อจัดเก็บฐานข้อมูลที่จำเป็น จึงเหมาะสำหรับการใช้งานสำหรับเว็บไซต์ทั่วไป โดยจะมีโปรแกรมช่วยในการจัดฐานข้อมูลที่แม่นยำ และมีความน่าเชื่อถือ

P (PHP (พีเอสพี), Perl (เพอร์) หรือ Python (ไพทอน)

ตัว P ตัวนี้จะขึ้นอยู่กับว่าเราใช้คำสั่งอะไรเป็นหลัก ซึ่งทั้ง 3 อันเป็นภาษาสคริปต์ที่เขียนง่ายไม่ซับซ้อน สามารถใช้งานร่วมกับฐานข้อมูล MySQL หรือฐานข้อมูลอื่นได้ โดยจะเหมาะกับเว็บไซต์ที่ต้องการความยืดหยุ่นนั่นเอง

เมื่อรวมกันครบทั้ง 4  เข้าด้วยกันแล้ว LAMP คือ สิ่งที่เกิดมาเพื่อคนทำงานเว็บเลยทีเดียว นอกจากเขียนเว็บได้ด้วย PHP ก็สามารถเก็บข้อมูลไว้ใน MySQL และรันเว็บด้วย Apache บน Linux เรียกได้ว่าแค่มี LAMP ก็สะดวกสบายสำหรับคนทำเว็บแล้ว

อยากร่วมงาน ออร์แกไนซ์?

กลุ่มเป้าหมายหลักที่เป็นที่ต้องการของเหล่าผู้จัดงานอีเว้นท์คงหนีไม่พ้นกลุ่มเด็กรุ่นใหม่แน่นอน และการจะทำให้ตัวงานอีเว้นท์ถูกเผยแพร่ออกไปสู่กลุ่มเป้าหมายก็เป็นสิ่งที่เหล่าผู้จัดงานควรโฟกัส และใส่ใจกับส่วนนี้ให้มากๆ เพื่อจะได้ดึงคนให้เข้ามาร่วมงานได้มากที่สุด และนี่คือสิ่งที่ต้องทำหากอยากให้กลุ่มเด็กรุ่นใหม่เกิดความสนใจกับงานอีเว้นท์ของคุณ

  • ดูว่างานอีเว้นท์ที่จัดอยู่มีทีมงานในช่วงอายุไหนกำลังดูแล เพราะหากไม่ใช่ทีมงานในรุ่นเดียวกัน อาจเกิดช่องว่างระหว่างวัย และไม่เข้าใจความต้องการของคนในวัยเดียวกันได้
  • ทำกิจกรรมหรือสิ่งที่จะเกิดขึ้นภายในงานอีเว้นท์ให้มีความน่าสนใจ และตรงกับความต้องการของกลุ่มเด็กรุ่นใหม่ให้ได้มากที่สุด เพราะสิ่งนี้จะกลายเป็นตัวดึงดูดให้คนอยากเข้ามาร่วมงานอีเว้นท์เราเอง
  • ควรทำการโปรโมทงานให้มีความน่าสนใจ มีการวางแพลน วาง Position ของตัวงานได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม แล้วหลังจากนั้นแผนในด้านอื่นๆ ก็จะสำเร็จตามไปด้วย
  • คำนึงถึงสไตล์และรูปแบบของแบรนด์ ในที่นี้หมายถึงคอนเซ็ปต์ ดีไซน์ โลโก้ เว็บไซต์ และการทำสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ เพราะทั้งหมดนี้จะหมายถึงภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่จะช่วยดึงดูดให้กลุ่มเด็กรุ่นใหม่เกิดความสนใจ และอยากเข้าร่วมงานได้
  • สร้างสไตล์การสื่อสารเพื่อบอกเล่าเรื่องราวให้ดูไม่ทางการจนเกินไป อาจใช้คำที่ดึงดูด ประโยคที่กำลังฮิต หรือนำสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในช่วงนั้นๆ มาเชื่อมโยงให้เกิดความเกี่ยวข้องกับงานอีเว้นท์ด้วยก็ได้
  • ควรทำการรีเสิร์ช และเลือกช่องทางการสื่อสารที่เหมาะสมที่สุด เพราะหากเรานำสิ่งที่ต้องการสื่อไปอยู่ในที่ๆ ถูกต้อง เหมาะสม ก็จะเป็นการดึงดูดคนให้เข้ามาร่วมงานอีเว้นท์ของเราได้มากขึ้น
  • สร้างกิจกรรมให้ผู้ร่วมงานได้เล่น เพื่อจะได้เป็นการสร้างความจดจำ และความประทับใจให้กับงานอีเว้นท์ของเรา

การจะดึงดูดเด็กรุ่นใหม่ให้เกิดความสนใจอยากเข้าร่วมงานอีเว้นท์ ผู้จัดจะต้องลงดีเทลให้ลึกในทุกองค์ประกอบ ต้องเข้าใจ Insight ว่ากลุ่มเป้าหมายต้องการอะไร ชอบอะไร และสนใจในสิ่งไหน เราถึงจะสร้างงานอีเว้นท์ให้ออกมาตอบโจทย์ และประสบความสำเร็จได้มากที่สุด

แต่งบูธอีเว้นท์ให้โดนใจ

ถ้าพูดถึงงานอีเว้นท์ต่างๆ แน่นอนว่านอกจากกิจกรรม ภายในงานแล้ว บูธที่จำหน่ายสินค้าหรือคอยให้คำแนะนำต่างๆ กับผู้ที่เข้าชมงานก็ถือเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่อยู่คุ่กับงานอีเว้นท์เช่นกัน

แต่ปัญหาหนึ่งของนักจัดบูธเพื่อออกงานอีเว้นท์ส่วนใหญ่พบก็คือ “ไม่มีคนเข้าบูธ” จนทำให้บางครั้งยอดขายที่ควรจะได้กลับตกลงไป และธุรกิจของเราก็ไม่เป็นที่รู้จักเท่าที่ควร ซึ่งอาจจะมาจากการจัดบูธของเราที่ไม่ดึงดูดเท่าใดนัก วันนี้เราจึงมีทริคดีๆ ในการจัดบูธให้ดึงดูดลูกค้าสำหรับงานอีเว้นท์มาให้ได้ดูกัน มาดูกันดีกว่าว่าควรจัดยังไงบ้าง

ใช้โทนสีที่น่าสนใจ

สีถือเป็นตัวช่วยหนึ่งที่สามารถสร้างความน่าสนใจให้กับบูธของเราได้ ซึ่งเราอาจจะเริ่มจากการตกแต่งบูธโดยใช้โทนสีที่สะดุดตา เช่น สีโทนร้อน สีโทนเย็น สีเอิร์ธโทน หรือจะใช้คู่สีที่ตรงกันข้ามไปเลย อาทิ ม่วง-เหลือง หรือ แดง-เขียว เป็นต้น

หาธีมที่โดดเด่นให้กับบูธ

การมีธีมที่ชัดเจนในแบบที่ใครเดินผ่านก็รู้ได้ทันทีว่าบูธของเราเกี่ยวกับอะไรจะส่วนให้คนหันมาสนใจบูธของเราในงานอีเว้นท์ได้ง่ายขึ้น เช่น หากคุณขายสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ก็ควรจัดบูธออกมาให้เป็นแนวที่ดูมีความเป็นธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยให้บูธของเราดูน่าสนใจได้มากขึ้นอย่างแน่นอน

มีพร็อพเสริมเป็นตัวช่วย

อุปกรณ์ต่างๆ ที่เราใช้ในการประกอบบูธก็มีส่วนช่วยให้บูธในงานอีเว้นท์ของคุณดูโดดเด่นกว่าคนอื่นๆ ขึ้นมาได้ เช่น หากคุณขายของที่มีส่วนประกอบจากดอกไม้นานาชนิด คุณก็ควรที่จะหาดอกไม้เหล่านั้นมาประดับบูธให้ดูเข้ากับสินค้าเพื่อดึงให้คนเข้าบูธได้มากขึ้นนั่นเอง

การจัดบูธเพื่อออกงานอีเว้นท์ถือเป็นเรื่องที่ท้าทายความสามารถได้เป็นอย่างดี เนื่องจากว่าในงานอีเว้นท์งานหนึ่งย่อมไม่ได้มีบูธเราเพียงแค่บูธเดียว หากแต่เราต้องแข่งขันกับบูธอื่นๆ ที่มาเปิดเช่นเดียวกับเรา เพื่อให้เราสามารถสร้างยอดขายให้บรรลุวัตถุประสงค์ในด้านต่างๆ ได้นั่นเอง

 

สอบ COA กับ NIPA.CLOUD

COA (Certified OpenStack Administrator) คือหลักสูตรที่สามารถใช้การันตีในสายงาน OpenStack ในตำแหน่งผู้ดูแลระบบของ OpenStack  จัดสอบโดย Linux Foundation หลักสูตรมี 2 แบบให้เราได้เลือกสอบได้แก่ OS distro (Ubuntu และ SUSE) แต่ส่วนใหญ่จะเลือกสอบ OS distro Ubuntu

โดยเนื้อหาในการทดสอบ COA จะวัดจากความสามารถจากการใช้งาน OpenStack ใน Server ต่างๆ ซึ่งถ้าใครยังอยู่ในจุดเริ่มต้น หรือยังเข้าใจใน OpenStack ไม่มากพอ ก็สามารถเพิ่มความรู้ และฝึกทักษะผ่านคอร์สอบรม OS100 OpenStack Bootcamp I จาก Nipa.Cloud Training ได้นะคะ บอกเลยว่าคอร์ส OS100 เป็นหลักสูตรของ Mirantis ที่มีเนื้อหา 2 ส่วนทั้ง บรรยาย (Lectures) และการอบรมเชิงปฏิบัติ (Labs) ซึ่งมันครอบคลุมทักษะที่จำเป็นในการทำงานของ OpenStack Cluster นั่นเอง

– ในส่วนของการบรรยาย (Lectures) ผู้เรียนจะได้เห็นถึงภาพรวมของระบบโครงสร้าง, ระบบ OpenStack Network, ระบบ Cloud Storage โดยใช้ Swift ไปจนถึงเรื่องภาพในอนาคตของแผนกลยุทธ์ OpenStack ด้วยนะคะ

– ในส่วนของการอบรมเชิงปฏิบัติ (Labs) ผู้เรียนจะได้รับประสบการณ์จริง จากการได้ลองใช้งาน และจัดการ OpenStack ด้วย Horizon และ Command line ซึ่งหลักสูตรนี้ก็มีการอบรมเชิงปฏิบัติ Lab Modules มากกว่า 12 Modules อีกด้วย

ไม่ว่าจะเป็นผู้จัดการฝ่ายไอที หรือผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีในสาขาไหน ที่จำเป็นจะต้องปฏิบัติงาน และบริหารจัดการในส่วนสำคัญต่างๆ ของ OpenStack ก็สามารถลงเรียนได้เลย และที่สำคัญผู้ที่เรียนคอร์ส OS100 สามารถสอบ COA ได้เลย เพราะทาง Nipa.Cloud เป็นศูนย์สอบ COA ด้วย โดยที่ทาง Nipa.Cloud พร้อมให้คำปรึกษา และแนะนำเพื่อเพิ่มโอกาสในการสอบผ่านของผู้เรียน หากสนใจสามารถเข้าไปสำรองที่นั่ง และดูรายละเอียดของแต่ละหลักสูตร OS100เพิ่มเติมได้ที่ https://training.nipa.cloud/os100/ นะคะ

 

โพสท์ใน cloud

ปัญหาหน้างานอีเว้นท์

หลายคนคงรู้อยู่แล้วว่าการเตรียมความพร้อมในการจัดงานอีเว้นท์เป็นสิ่งสำคัญ เพราะหลายๆ ฝ่ายต้องใช้เวลาเตรียมงาน เตีรยมรายละเอียดต่างๆ กันมานาน จะให้เกิดข้อผิดพลาดไม่ได้เด็ดขาด เราจึงรวบรวมปัญหาหน้างานเพื่อป้องกันความผิดพลาด และอาจมีโอกาสเกิดขึ้นที่หน้างานมาให้ดูกัน

  • ปัญหาสัญญาณ Wifi/ Internet

เดี๋ยวนี้ทุกอย่างถูกขับเคลื่อนด้วยสัญญาณ Internet ซึ่งถ้าเกิดขัดข้องขึ้นมาระบบต่างๆ ก็จะรวนอย่างแน่นอน ดังนั้นเราควรเช็กระบบสัญญาณต่างๆ ให้เรียบร้อย และควรมีแผนสำรองไว้รองรับด้วย เช่น เตรียม Pocket Wifi เป็นต้น

  • ปัญหาเรื่องการสื่อสาร

ถ้ามีการติดต่อ Outsource แน่นอนว่าต้องมีการพูดคุย ติดต่อประสานงานกันแน่นอน ดังนั้นพยายามเช็กให้ดีว่าสารที่ออกไปถึงผู้รับอย่างครบถ้วน และถูกต้องหรือไม่ จะได้ไม่เกิดข้อผิดพลาดเวลาเริ่มงาน

  • ปัญหาด้านข้อมูล/ Data

จะเห็นว่าในหลายๆ งานจะมีการให้ผู้เข้าร่วมงานลงทะเบียน เพื่อเก็บข้อมูลต่างๆ ซึ่งข้อมูลตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะถ้ามีคนลืมบัตร หรือทำบัตรหาย เราก็จะสามารถตรวจสอบได้อย่างง่ายดาย แต่แนะนำให้ใช้ระบบออนไลน์ในการเก็บ Data ต่างๆ เพื่อความสะดวก และรวดเร็วจะดีกว่า

  • ปัญหาเรื่อง Staff

เรื่องนี้เป็นเป็นสิ่งที่หลายๆ คนรู้ดีว่าควบคุมได้อยาก ซึ่งผู้จัดงานอีเว้นท์ทุกคนจะต้องบรีฟงานแต่ละฝ่ายให้ครบถ้วน ทั้งในส่วนของภาพรวมงาน และหน้าที่ของแต่ละคนที่รับผิดชอบ เพื่อที่ Staff จะได้ช่วยตอบ และแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้ผู้เข้าร่วมงานได้

ปัญหาที่เรานำเสนอเป็นเพียงแค่ปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยๆ เท่านั้น ยังมีอีกหลายปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นภายในงานได้ ผู้จัดงานอีเว้นท์จึงต้องมีไหวพริบในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อให้งานดำเนินไปอย่างราบรื่นที่สุด และหลังจากจบงานก็ควรมีการประเมินถึงการทำงานว่ามีปัญหา อุปสรรคอะไรบ้างในการจัดงาน เพื่อนำสิ่งเหล่านั้นไปพัฒนา ต่อยอดในงานต่อๆ ไป

Digital Marketing คืออะไร

ในยุคที่อินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทในการใช้ชีวิตประจำวันมากขึ้น ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อก่อนโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์และนิตยสารได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก แต่ปัจจุบันกลับต้องปิดตัวลง การทำโฆษณาหรือการตลาดก็ต้องปรับตัวไปตามสภาพเพื่อเอาตัวรอดให้ได้ จึงจะเห็นได้ว่าหลายธุรกิจได้ใช้อินเทอร์เน็ตเป็นช่องทางการตลาดอีกทางหนึ่ง ซึ่งหลายหลายคนคงได้ยินคำว่า Digital Marketing กันบ้างแล้ว

Digital Marketing คือ การทำการตลาดรูปแบบหนึ่งผ่านทางอินเทอร์เน็ต เพื่อโปรโมทสินค้าและเพิ่มยอดขายโดยใช้กลยุทธ์ต่างๆ สร้างการมีส่วนร่วมกับลูกค้า ซึ่งช่องทางนี้ได้รับความนิยมเนื่องจากคนสามารถเข้าถึงได้ง่าย ทุกที่ทุกเวลา และเข้าถึงกับลูกค้าได้ทุกระดับ

โดยช่องทางที่จะทำ Digital Marketing มีหลากหลายรูปแบบ ต่างกันที่ฟีเจอร์และการใช้งาน แบ่งออกเป็น 4 ช่องทาง ได้แก่

  1. Facebook ช่องทางที่ได้รับความนิยมมากที่สุด สามารถสร้างคอนเทนต์ได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งรูปภาพ วิดีโอ และลูกเล่นต่างๆ
  2. Instagram ช่องทางที่ได้รับความนิยมจากวัยรุ่นและวัยทำงาน โดยเน้นเนื้อหาที่เป็นรูปภาพหรือวิดีโอที่เข้าใจง่ายและรวดเร็ว
  3. Youtube เป็นช่องทางที่นำเสนอเนื้อหาเฉพาะรูปแบบวิดีโอ สามารถเข้าใจง่ายและสร้างความดึงดูดได้เป็นอย่างดี
  4. E-mail ถือว่าเป็นช่องทาง Digital Marketing ที่มีมาอย่างยาวนาน วิธีนี้จะแตกต่างกับวิธีอื่นๆ เพราะเนื้อหาจะถูกส่งเข้าสู่ E-mail ส่วนตัวของแต่ละคนโดยตรง มีโอกาสได้รับการตอบรับจากลูกค้าค่อนข้างสูง ซึ่งง่ายต่อการรักษาฐานลูกค้าเก่า และขยายฐานลูกค้าใหม่

เพิ่มยอดขายแบบไม่เสียเงินผ่าน LINE@

4 วิธีดีๆที่เราจะแนะนำในการเพิ่มยอดขายใน Line@ แบบไม่ต้องเสียเงินลงทุนสักบาทใน Line@ เพื่อเป็นประโยชน์ให้ผู้ที่สนใจเริ่มทำธุรกิจใน Line มาฝากกันครับ

 

  • ขายยกเซ็ต เช่น ซื้อคู่ถูกกว่า, ซื้อเป็นแพ็คประหยัดกว่า, ขายแบบจัดเป็นเซ็ต หรืออาจจะจัดโปรซื้อชิ้นที่ 2 ลด 50% ก็ได้
  • สิทธิพิเศษ อาจให้เป็นสิทธิส่งฟรี EMS หรือจะให้สะสมแต้มแจกของรางวัล แจกบัตรสมาชิกก็ยังได้
  • ลดต้นทุน โดยการตรวจสอบต้นทุนในการทำธุรกิจทั้งหมด แล้วดูว่ามีส่วนไหนที่ไม่จำเป็น และสามารถตัดออกได้บ้าง เช่น ค่าขนส่ง อุปกรณ์แพ็คของต่างๆ เป็นต้น นอกจากนี้ยังควรเช็กเงินที่ใช้ไปกับการทำโฆษณาด้วย ว่าเราจ่ายค่าโฆษณาที่ซ้ำซ้อนอยู่ไหม ผลตอบรับที่ได้คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปหรือเปล่า
  • คุยกับลูกค้าเก่า การรักษาลูกค้าเก่านั้นถือว่าจำเป็นมาก เพราะลูกค้าเก่าจะรู้จักธุรกิจเราอยู่แล้ว ไม่ต้องเสียค่าโฆษณาสร้าง Awareness ก็สามารถขายได้เลย ตัวอย่างเช่นการใช้ Broadcast บน LINE@ ลูกค้าที่ Follow เราย่อมรู้จักและชื่นชอบสินค้าของเราอยู่แล้ว แถมลงทุนเพียงแค่ 998 บาท ต่อเดือน แต่ส่ง Broadcast ผ่าน LINE@ ทีเดียวก็ได้กำไรเกินที่ลงทุนแล้ว

เห็นไหมคะว่าเรื่องเล็กน้อยที่เรามองข้าม หรือไม่ได้ใส่ใจนี่แหละจะสามารถลดเงินลงทุน แต่จะช่วยเพิ่มความคุ้มค่าให้กับธุรกิจของเราได้ไม่น้อยเลยทีเดียว อ่านแล้วก็รีบนำไปปรับใช้กันด้วยนะคะ ก่อนที่จะตามคู่แข่งไม่ทัน!

ขายของในไลน์ ผ่าน Line@ ต้องเริ่มอย่างไร

Line@ เปรียบเสมือนหน้าร้านค้าของเรา ที่เปิดอยู่ใน Line มีไว้สำหรับขายสินค้า และบริการของเรา ผ่าน Line@ ซึ่งกำลังได้รับความนิยมอย่างมากในการ ขายของในไลน์สำหรับใครที่อยากจะเริ่ม ขายของผ่าน Line@ แต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร วันนี้เราจะมาแนะนำ

หากใครที่มี Account Line@ แล้วแต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหนดี วันนี้ NIPA Training มีเคล็ดลับง่ายๆ มาบอกเหล่ามือใหม่ที่ขายของในไลน์ได้รู้กัน ก่อนอื่นหลังจากสมัคร Account Line@ อย่าลืมตรวจสอบว่าเราสมัครผ่านตัวแอปฯ หรือผ่านเว็บไซต์ ซึ่งถ้าสมัครผ่านแอปฯ จะต้องขอ Approve ด้วย เพราะระบบไม่ได้ขอให้อัตโนมัติเหมือนการสมัครผ่านเว็บไซต์ หลังจากเช็กเรียบร้อยแล้วก็ไปดู 5 สิ่งแรกที่ควรทำเมื่อเริ่มขายของในไลน์ ผ่าน Line@ ได้เลย

 

  1. ซื้อ Premium ID

การใช้ RandomID ที่ได้จาก Line@ ตั้งแต่แรกไปโปรโมท คงจะไม่เป็นผลดีแน่นอน เพราะ RandomID มักจะเป็นตัวอักษรและตัวเลขที่จัดวางแบบอ่านไม่ออก จะพิมพ์ก็ยาก ลูกค้าคงจะจำไม่ได้แน่นอน เราแนะนำให้พ่อค้าแม่ค้าที่ขายของในไลน์ หันมาเปลี่ยน ID ให้เป็นชื่อร้านของเราเองโดยซื้อ Premium ID ซึ่งค่าใช้จ่ายก็ไม่ได้แพงจนเกินไป แถมลูกค้ายังจดจำแบรนด์ของเราได้อย่างง่ายดายอีกด้วย

 

  1. ขยันอัปเดตอย่าปล่อยให้ Line@ ร้าง

อย่าลืมอัปเดตข้อมูลใน Line@ อยู่ตลอดเวลา เพื่อไม่ให้ลูกค้าสงสัยว่าเป็น Line@ ร้างโดย

– เปลี่ยนภาพโปรไฟล์ใหม่ให้เป็นโลโก้หรือสินค้าของร้านตัวเอง

– โพสต์คอนเทนต์บนไทม์ไลน์ อย่างน้อย 2 – 3 โพสต์ต่อสัปดาห์ อาจเป็นการแนะนำร้านค้า แนะนำสินค้าหรือที่ตั้งของร้าน

– ใส่ภาพ Cover ให้ไทม์ไลน์ด้วย ซึ่งทำได้โดยเปิดแอปฯ ขึ้นมา เลือกแถบ Home แล้วคลิกบนภาพ Cover เพื่อเลือกภาพจากมือถือมาใส่ได้เลย

 

  1. สร้าง Coupon

ตัวช่วยสำคัญที่จะทำให้การขายของในไลน์ของคุณประสบความสำเร็จมากขึ้น ก็คือการแจกคูปองนั่นเอง จำไว้ให้ดีว่าลูกค้ามักจะติดตาม Line@ มากขึ้นเมื่อมีการลด แลก แจก แถม รู้อย่างนี้แล้วก็เริ่มสร้างคูปองและ Broadcast เพื่อส่งไปให้ Follower ทุกคนได้เลย

 

  1. เปลี่ยนข้อความต้อนรับให้โดนใจ

ทุกครั้งที่มีคนแอดเรามาใหม่เจ้า Greeting Message จะเด้งไปทักทายโดยอัตโนมัติ ดังนั้นคนที่ขายของในไลน์จึงควรบันทึกข้อมูลที่ลูกค้าถามบ่อยๆ ลงไป เช่น ร้านมีกี่สาขา วิธีสั่งซื้อ โปรโมชันต่างๆ หรือจะใส่ลิงก์เพื่อเข้าสู่หน้าเว็บไซต์ของทางร้านก็ได้ นอกจากนี้ยังสามารถใส่คูปองที่สร้างไว้ในขั้นตอนที่แล้ว พอลูกค้าแอดมาก็สามารถนำไปใช้ได้เลย

 

  1. โปรโมท Line@

เมื่อตั้งค่า Line@ พร้อมแล้ว ก็อย่าลืมโปรโมท Line@ เพิ่มยอด Follower เพื่อสร้างโอกาสในการขายของในไลน์ วันนี้เรามี 3 วิธีเพิ่มยอด Follower แบบง่ายๆ มาแนะนำ

– เพิ่มจำนวนเพื่อนจากช่องทางที่มีอยู่แล้ว อย่ารอช้ารีบแชร์ลิงก์ไปเลยทุกช่องทาง ทุกโซเชียลมีเดีย

– อย่าลืมโพสต์บนไทม์ไลน์ เพราะยิ่งกดไลก์เยอะก็ยิ่งมี ก็ยิ่งมีคนเห็นเยอะมากขึ้นไปอีก

– สำหรับคนที่มีหน้าร้าน อย่าลืมแจ้งข่าวหรือกิจกรรมที่หน้าร้านด้วย อาจจะทำเป็นโปสเตอร์แปะไว้ให้ลูกค้าแอดไป รับรองมีลูกค้าเพิ่มขึ้นแน่นอน

 

รู้แบบนี้แล้วก็อย่ารอช้า รีบหยิบมือถือขึ้นมาสมัคร Line@ แล้วอย่าลืมทำตามที่เราแนะนำ เพียงเท่านี้การขายของในไลน์ให้ประสบความสำเร็จก็จะไม่ยากอีกต่อไป

 

เตรียมข้อมูลติดต่อผู้จัดงานอีเว้นท์

หลายคนคงคิดว่าการจะออกบูธในงานอีเว้นท์แต่ละครั้งคงต้องยุ่งยากมีหลายขั้นตอน และไม่รู้ว่าขั้นตอนการติดต่อจะเป็นยังไงต้องเริ่มจากตรงไหนหรือต้องเตรียมข้อมูลอะไรบ้าง วันนี้เราจะมาบอกถึงข้อมูลเบื้องต้นที่ร้านค้าควรเตรียมไว้ เพื่อใช้ในการติดต่อขอพื้นที่ออกบูธในงานอีเว้นท์ ซึ่งขั้นตอนการติดต่อของแต่ละงานอาจจะแตกต่างกันไป แต่ข้อมูลเบื้องต้นจะคล้ายๆ กันตามนี้เลยนะคะ

  1. ข้อมูล/ รายละเอียดของร้าน

ควรเตรียมรายละเอียดต่างๆ ของร้านให้ครบถ้วน ทั้งชื่อร้าน รายละเอียดของสินค้า รวมถึงชื่อเจ้าของร้าน หรือชื่อผู้ที่ดูแล เพื่อที่ทางผู้จัดงานอีเว้นท์จะได้ทราบข้อมูลนี้เบื้องต้น และสามารถจัดพื้นที่ที่เหมาะสมให้ได้ ดังนั้นเราควรบอกรายละเอียดเกี่ยวกับร้าน และสินค้าให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่าลืมว่าไม่ใช่ทุกคนจะรู้จักร้านเรานะคะ

  1. ช่องทางการติดต่อ

ส่วนใหญ่แล้วทางผู้จัดงานอีเว้นท์จะขอช่องทางการติดต่อเพิ่มเติมอยู่แล้ว ซึ่งผู้จัดส่วนใหญ่ก็อยากดูโซเชียลมีเดีย เพื่อดูความเหมาะสมเพิ่มเติม ต้องบอกเลยว่าหน้าโซเชียลมีเดียถือเป็นสิ่งที่มีผลต่อการตัดสินใจของผู้จัดงานมากๆ ดังนั้นพยายามนำเสนอ และอัปเดตสินค้าของร้านเป็นประจำ เพื่อภาพลักษณ์ที่ดีของร้านนั่นเอง

  1. รูปภาพประกอบการตัดสินใจ

เป็นอีกข้อที่ทุกคนต้องให้ความสำคัญมากๆ นะคะ เพราะภาพประกอบเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่ผู้จัดงานจะใช้ประกอบการตัดสินใจว่าจะเลือกร้านเราไปออกบูธในงานอีเว้นท์หรือไม่? ยิ่งเราจัดวาง พรีเซนต์สินค้าได้ดีเท่าไร มันก็จะแสดงถึงภาพลักษณ์ของร้านมากขึ้นเท่านั้น รับรองได้เลยว่าถ้าคุณใส่ใจในรายละเอียดยังไงร้านคุณก็จะได้รับเลือกให้ออกบูธแน่นอน

แต่ก่อนที่เราจะไปออกบูธงานไหน ก็ควรดูให้ดีก่อนว่างานอีเว้นท์นั้นเหมาะกับสินค้าของเราหรือไม่ เพราะแต่ละงานก็จะมีกลุ่มเป้าหมายไม่เหมือนกัน ดังนั้นถ้าอยากได้ลูกค้าที่ตรงกลุ่มก็อย่าลืมเช็กรายละเอียดของงานอีเว้นท์ให้เรียบร้อย และเตรียมข้อมูลให้พร้อม เพื่อความสะดวก และง่ายต่อการติดต่อกลับนะคะ

ขายของใน LINE กับ LINE@ ต่างกันอย่างไร?

พ่อค้าแม่ค้าหลายคนคงสงสัย ว่าทำไมต้องใช้ LINE@ ทั้งๆ ที่เราก็สามารถใช้ LINE ธรรมดาพูดคุยกับลูกค้าได้เหมือนกัน แต่ถ้าพูดถึงจุดประสงค์ของทั้ง 2 ตัว จะเห็นถึงความแตกต่าง และจุดประสงค์ของเครื่องมือ 2 ตัวได้ชัดเจนเลยทีเดียว

LINE ถูกออกแบบมาเพื่อพูดคุยส่วนบุคคลอย่างเพื่อนหรือครอบครัว เหมาะที่จะใช้พูดคุยเรื่องส่วนตัว

LINE@ เหมาะกับการสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจ เพราะมีฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์การทำธุรกิจที่หลากหลาย

แต่ก็ไม่ผิดถ้าหากจะขายของใน LINE ธรรมดาอยู่ เพียงแค่คุณจะพลาดโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าไป ยกตัวอย่างเช่น

ไม่มีระบบแอดมิน

เป็นที่รู้กันว่า LINE สามารถใช้ได้เพียงแค่ 1 ID ต่อ 1 เครื่องเท่านั้น ซึ่งอาจทำให้การตอบลูกค้าตกหล่นไปเพราะมีผู้ตอบกลับเพียงคนเดียว

LINE เพิ่มเพื่อนได้มากสุดแค่ 5000 คน

ถ้าธุรกิจของคุณเป็นธุรกิจเล็กๆ ก็อาจขายของใน LINE ธรรมดาได้ แต่คงจะวุ่นวายมากแน่หากต้องใช้ไลน์ส่วนตัวที่มีไว้คุยกับเพื่อน หรือครอบครัวร่วมกับการตอบไลน์ลูกค้า และเมื่อถึงเวลาที่ร้านค้าเริ่มขายดีแล้วมีลูกค้าสนใจแอดเข้ามาเรื่อยๆ อาจติดตรงที่เพื่อนเต็ม ทำให้ลูกค้าไม่สามารถเพิ่มเพื่อนได้ ถือเป็นการเสียโอกาส และพลาดโอกาสในการเพิ่มยอดขายไปในที่สุด

ไม่มีเครื่องมือในการทำการตลาด

LINE ธรรมดาทำได้เพียงแค่การพูดคุยตอบโต้กันเท่านั้น ซึ่งแตกต่างกับ LINE@ ที่มีเครื่องมือสำคัญหลายตัวที่สามารถสร้างปฏิสัมพันธ์ในการทำการตลาด และเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจได้หลากหลายทางกว่า เช่น

  1. Geeting Message ข้อความสำหรับกล่าวทักทายลูกค้าหลังจากการเพิ่มเพื่อน ด้วยการตั้งข้อความอัตโนมัติ
  2. มีแอดมินตอบลูกค้าได้หลายคน เป็นประโยชน์สำหรับธุรกิจที่ขายดีมากๆ จนตอบลูกค้าแทบไม่ไหว ทำให้ไม่เสียโอกาสในการขายจากการตอบไม่ทัน
  3. E-coupon เป็นสิทธิพิเศษ หรือส่วนลดต่างๆ เราสามารถทำโปรโมชันส่งถึงลูกค้าได้โดยตรง พร้อมกำหนดรายละเอียดต่างๆ เองได้ ทั้งระยะเวลาโปรโมชัน หรือจำนวนการใช้งานคูปอง
  4. Rich Message คือรูปภาพที่มีขนาดใหญ่เท่าหน้าต่างแชทพร้อมใส่ลิงก์ไว้ในรูปภาพนั้นได้ด้วย พูดง่ายๆ คือเมื่อลูกค้าคลิกที่รูปภาพ ก็จะลิงก์ไปสู่เว็บที่กำหนดไว้
  5. Poll & Survey สามารถสำรวจความคิดเห็น และความต้องการของลูกค้าผ่านการสร้างโพล หรือแบบสอบถามถึงลูกค้าได้โดยตรง
  6. Broadcast ใช้สำหรับโฆษณาหรือโปรโมทสินค้าใหม่ๆ สามารถตั้งเวลาล่วงหน้า และกระจายไปสู่ลูกค้าที่มีเราเป็นเพื่อนทั้งหมดได้ในทีเดียว แต่ถึงจะส่งฟรีก็ไม่ควรส่งบ่อยจนเกินไป เพราะอาจทำให้ลูกค้าเกินความรำคาญ และบล็อคร้านค้าของเราได้

 

หากอยากทำธุรกิจให้ราบรื่น เราควรต้องมีเครื่องมือที่เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจ พ่อค้าแม่ค้าคนไหนที่ขายของใน LINE เราแนะนำว่าควรเปลี่ยนมาใช้ LINE@ เพราะเป็นเครื่องมือที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรมากมาย รวมถึงฟีเจอร์ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ก็สามารถใช้ได้ฟรีๆ รับรองว่าเป็นประโยชน์ต่อการทำธุรกิจ และจะสามารถเข้าถึงลูกค้าได้มากกว่าเดิมแน่นอน