เพิ่มยอดขายแบบไม่เสียเงินผ่าน LINE@

4 วิธีดีๆที่เราจะแนะนำในการเพิ่มยอดขายใน Line@ แบบไม่ต้องเสียเงินลงทุนสักบาทใน Line@ เพื่อเป็นประโยชน์ให้ผู้ที่สนใจเริ่มทำธุรกิจใน Line มาฝากกันครับ

 

  • ขายยกเซ็ต เช่น ซื้อคู่ถูกกว่า, ซื้อเป็นแพ็คประหยัดกว่า, ขายแบบจัดเป็นเซ็ต หรืออาจจะจัดโปรซื้อชิ้นที่ 2 ลด 50% ก็ได้
  • สิทธิพิเศษ อาจให้เป็นสิทธิส่งฟรี EMS หรือจะให้สะสมแต้มแจกของรางวัล แจกบัตรสมาชิกก็ยังได้
  • ลดต้นทุน โดยการตรวจสอบต้นทุนในการทำธุรกิจทั้งหมด แล้วดูว่ามีส่วนไหนที่ไม่จำเป็น และสามารถตัดออกได้บ้าง เช่น ค่าขนส่ง อุปกรณ์แพ็คของต่างๆ เป็นต้น นอกจากนี้ยังควรเช็กเงินที่ใช้ไปกับการทำโฆษณาด้วย ว่าเราจ่ายค่าโฆษณาที่ซ้ำซ้อนอยู่ไหม ผลตอบรับที่ได้คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปหรือเปล่า
  • คุยกับลูกค้าเก่า การรักษาลูกค้าเก่านั้นถือว่าจำเป็นมาก เพราะลูกค้าเก่าจะรู้จักธุรกิจเราอยู่แล้ว ไม่ต้องเสียค่าโฆษณาสร้าง Awareness ก็สามารถขายได้เลย ตัวอย่างเช่นการใช้ Broadcast บน LINE@ ลูกค้าที่ Follow เราย่อมรู้จักและชื่นชอบสินค้าของเราอยู่แล้ว แถมลงทุนเพียงแค่ 998 บาท ต่อเดือน แต่ส่ง Broadcast ผ่าน LINE@ ทีเดียวก็ได้กำไรเกินที่ลงทุนแล้ว

เห็นไหมคะว่าเรื่องเล็กน้อยที่เรามองข้าม หรือไม่ได้ใส่ใจนี่แหละจะสามารถลดเงินลงทุน แต่จะช่วยเพิ่มความคุ้มค่าให้กับธุรกิจของเราได้ไม่น้อยเลยทีเดียว อ่านแล้วก็รีบนำไปปรับใช้กันด้วยนะคะ ก่อนที่จะตามคู่แข่งไม่ทัน!

ขายของในไลน์ ผ่าน Line@ ต้องเริ่มอย่างไร

Line@ เปรียบเสมือนหน้าร้านค้าของเรา ที่เปิดอยู่ใน Line มีไว้สำหรับขายสินค้า และบริการของเรา ผ่าน Line@ ซึ่งกำลังได้รับความนิยมอย่างมากในการ ขายของในไลน์สำหรับใครที่อยากจะเริ่ม ขายของผ่าน Line@ แต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร วันนี้เราจะมาแนะนำ

หากใครที่มี Account Line@ แล้วแต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหนดี วันนี้ NIPA Training มีเคล็ดลับง่ายๆ มาบอกเหล่ามือใหม่ที่ขายของในไลน์ได้รู้กัน ก่อนอื่นหลังจากสมัคร Account Line@ อย่าลืมตรวจสอบว่าเราสมัครผ่านตัวแอปฯ หรือผ่านเว็บไซต์ ซึ่งถ้าสมัครผ่านแอปฯ จะต้องขอ Approve ด้วย เพราะระบบไม่ได้ขอให้อัตโนมัติเหมือนการสมัครผ่านเว็บไซต์ หลังจากเช็กเรียบร้อยแล้วก็ไปดู 5 สิ่งแรกที่ควรทำเมื่อเริ่มขายของในไลน์ ผ่าน Line@ ได้เลย

 

  1. ซื้อ Premium ID

การใช้ RandomID ที่ได้จาก Line@ ตั้งแต่แรกไปโปรโมท คงจะไม่เป็นผลดีแน่นอน เพราะ RandomID มักจะเป็นตัวอักษรและตัวเลขที่จัดวางแบบอ่านไม่ออก จะพิมพ์ก็ยาก ลูกค้าคงจะจำไม่ได้แน่นอน เราแนะนำให้พ่อค้าแม่ค้าที่ขายของในไลน์ หันมาเปลี่ยน ID ให้เป็นชื่อร้านของเราเองโดยซื้อ Premium ID ซึ่งค่าใช้จ่ายก็ไม่ได้แพงจนเกินไป แถมลูกค้ายังจดจำแบรนด์ของเราได้อย่างง่ายดายอีกด้วย

 

  1. ขยันอัปเดตอย่าปล่อยให้ Line@ ร้าง

อย่าลืมอัปเดตข้อมูลใน Line@ อยู่ตลอดเวลา เพื่อไม่ให้ลูกค้าสงสัยว่าเป็น Line@ ร้างโดย

– เปลี่ยนภาพโปรไฟล์ใหม่ให้เป็นโลโก้หรือสินค้าของร้านตัวเอง

– โพสต์คอนเทนต์บนไทม์ไลน์ อย่างน้อย 2 – 3 โพสต์ต่อสัปดาห์ อาจเป็นการแนะนำร้านค้า แนะนำสินค้าหรือที่ตั้งของร้าน

– ใส่ภาพ Cover ให้ไทม์ไลน์ด้วย ซึ่งทำได้โดยเปิดแอปฯ ขึ้นมา เลือกแถบ Home แล้วคลิกบนภาพ Cover เพื่อเลือกภาพจากมือถือมาใส่ได้เลย

 

  1. สร้าง Coupon

ตัวช่วยสำคัญที่จะทำให้การขายของในไลน์ของคุณประสบความสำเร็จมากขึ้น ก็คือการแจกคูปองนั่นเอง จำไว้ให้ดีว่าลูกค้ามักจะติดตาม Line@ มากขึ้นเมื่อมีการลด แลก แจก แถม รู้อย่างนี้แล้วก็เริ่มสร้างคูปองและ Broadcast เพื่อส่งไปให้ Follower ทุกคนได้เลย

 

  1. เปลี่ยนข้อความต้อนรับให้โดนใจ

ทุกครั้งที่มีคนแอดเรามาใหม่เจ้า Greeting Message จะเด้งไปทักทายโดยอัตโนมัติ ดังนั้นคนที่ขายของในไลน์จึงควรบันทึกข้อมูลที่ลูกค้าถามบ่อยๆ ลงไป เช่น ร้านมีกี่สาขา วิธีสั่งซื้อ โปรโมชันต่างๆ หรือจะใส่ลิงก์เพื่อเข้าสู่หน้าเว็บไซต์ของทางร้านก็ได้ นอกจากนี้ยังสามารถใส่คูปองที่สร้างไว้ในขั้นตอนที่แล้ว พอลูกค้าแอดมาก็สามารถนำไปใช้ได้เลย

 

  1. โปรโมท Line@

เมื่อตั้งค่า Line@ พร้อมแล้ว ก็อย่าลืมโปรโมท Line@ เพิ่มยอด Follower เพื่อสร้างโอกาสในการขายของในไลน์ วันนี้เรามี 3 วิธีเพิ่มยอด Follower แบบง่ายๆ มาแนะนำ

– เพิ่มจำนวนเพื่อนจากช่องทางที่มีอยู่แล้ว อย่ารอช้ารีบแชร์ลิงก์ไปเลยทุกช่องทาง ทุกโซเชียลมีเดีย

– อย่าลืมโพสต์บนไทม์ไลน์ เพราะยิ่งกดไลก์เยอะก็ยิ่งมี ก็ยิ่งมีคนเห็นเยอะมากขึ้นไปอีก

– สำหรับคนที่มีหน้าร้าน อย่าลืมแจ้งข่าวหรือกิจกรรมที่หน้าร้านด้วย อาจจะทำเป็นโปสเตอร์แปะไว้ให้ลูกค้าแอดไป รับรองมีลูกค้าเพิ่มขึ้นแน่นอน

 

รู้แบบนี้แล้วก็อย่ารอช้า รีบหยิบมือถือขึ้นมาสมัคร Line@ แล้วอย่าลืมทำตามที่เราแนะนำ เพียงเท่านี้การขายของในไลน์ให้ประสบความสำเร็จก็จะไม่ยากอีกต่อไป

 

เตรียมข้อมูลติดต่อผู้จัดงานอีเว้นท์

หลายคนคงคิดว่าการจะออกบูธในงานอีเว้นท์แต่ละครั้งคงต้องยุ่งยากมีหลายขั้นตอน และไม่รู้ว่าขั้นตอนการติดต่อจะเป็นยังไงต้องเริ่มจากตรงไหนหรือต้องเตรียมข้อมูลอะไรบ้าง วันนี้เราจะมาบอกถึงข้อมูลเบื้องต้นที่ร้านค้าควรเตรียมไว้ เพื่อใช้ในการติดต่อขอพื้นที่ออกบูธในงานอีเว้นท์ ซึ่งขั้นตอนการติดต่อของแต่ละงานอาจจะแตกต่างกันไป แต่ข้อมูลเบื้องต้นจะคล้ายๆ กันตามนี้เลยนะคะ

  1. ข้อมูล/ รายละเอียดของร้าน

ควรเตรียมรายละเอียดต่างๆ ของร้านให้ครบถ้วน ทั้งชื่อร้าน รายละเอียดของสินค้า รวมถึงชื่อเจ้าของร้าน หรือชื่อผู้ที่ดูแล เพื่อที่ทางผู้จัดงานอีเว้นท์จะได้ทราบข้อมูลนี้เบื้องต้น และสามารถจัดพื้นที่ที่เหมาะสมให้ได้ ดังนั้นเราควรบอกรายละเอียดเกี่ยวกับร้าน และสินค้าให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่าลืมว่าไม่ใช่ทุกคนจะรู้จักร้านเรานะคะ

  1. ช่องทางการติดต่อ

ส่วนใหญ่แล้วทางผู้จัดงานอีเว้นท์จะขอช่องทางการติดต่อเพิ่มเติมอยู่แล้ว ซึ่งผู้จัดส่วนใหญ่ก็อยากดูโซเชียลมีเดีย เพื่อดูความเหมาะสมเพิ่มเติม ต้องบอกเลยว่าหน้าโซเชียลมีเดียถือเป็นสิ่งที่มีผลต่อการตัดสินใจของผู้จัดงานมากๆ ดังนั้นพยายามนำเสนอ และอัปเดตสินค้าของร้านเป็นประจำ เพื่อภาพลักษณ์ที่ดีของร้านนั่นเอง

  1. รูปภาพประกอบการตัดสินใจ

เป็นอีกข้อที่ทุกคนต้องให้ความสำคัญมากๆ นะคะ เพราะภาพประกอบเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่ผู้จัดงานจะใช้ประกอบการตัดสินใจว่าจะเลือกร้านเราไปออกบูธในงานอีเว้นท์หรือไม่? ยิ่งเราจัดวาง พรีเซนต์สินค้าได้ดีเท่าไร มันก็จะแสดงถึงภาพลักษณ์ของร้านมากขึ้นเท่านั้น รับรองได้เลยว่าถ้าคุณใส่ใจในรายละเอียดยังไงร้านคุณก็จะได้รับเลือกให้ออกบูธแน่นอน

แต่ก่อนที่เราจะไปออกบูธงานไหน ก็ควรดูให้ดีก่อนว่างานอีเว้นท์นั้นเหมาะกับสินค้าของเราหรือไม่ เพราะแต่ละงานก็จะมีกลุ่มเป้าหมายไม่เหมือนกัน ดังนั้นถ้าอยากได้ลูกค้าที่ตรงกลุ่มก็อย่าลืมเช็กรายละเอียดของงานอีเว้นท์ให้เรียบร้อย และเตรียมข้อมูลให้พร้อม เพื่อความสะดวก และง่ายต่อการติดต่อกลับนะคะ

ขายของใน LINE กับ LINE@ ต่างกันอย่างไร?

พ่อค้าแม่ค้าหลายคนคงสงสัย ว่าทำไมต้องใช้ LINE@ ทั้งๆ ที่เราก็สามารถใช้ LINE ธรรมดาพูดคุยกับลูกค้าได้เหมือนกัน แต่ถ้าพูดถึงจุดประสงค์ของทั้ง 2 ตัว จะเห็นถึงความแตกต่าง และจุดประสงค์ของเครื่องมือ 2 ตัวได้ชัดเจนเลยทีเดียว

LINE ถูกออกแบบมาเพื่อพูดคุยส่วนบุคคลอย่างเพื่อนหรือครอบครัว เหมาะที่จะใช้พูดคุยเรื่องส่วนตัว

LINE@ เหมาะกับการสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจ เพราะมีฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์การทำธุรกิจที่หลากหลาย

แต่ก็ไม่ผิดถ้าหากจะขายของใน LINE ธรรมดาอยู่ เพียงแค่คุณจะพลาดโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าไป ยกตัวอย่างเช่น

ไม่มีระบบแอดมิน

เป็นที่รู้กันว่า LINE สามารถใช้ได้เพียงแค่ 1 ID ต่อ 1 เครื่องเท่านั้น ซึ่งอาจทำให้การตอบลูกค้าตกหล่นไปเพราะมีผู้ตอบกลับเพียงคนเดียว

LINE เพิ่มเพื่อนได้มากสุดแค่ 5000 คน

ถ้าธุรกิจของคุณเป็นธุรกิจเล็กๆ ก็อาจขายของใน LINE ธรรมดาได้ แต่คงจะวุ่นวายมากแน่หากต้องใช้ไลน์ส่วนตัวที่มีไว้คุยกับเพื่อน หรือครอบครัวร่วมกับการตอบไลน์ลูกค้า และเมื่อถึงเวลาที่ร้านค้าเริ่มขายดีแล้วมีลูกค้าสนใจแอดเข้ามาเรื่อยๆ อาจติดตรงที่เพื่อนเต็ม ทำให้ลูกค้าไม่สามารถเพิ่มเพื่อนได้ ถือเป็นการเสียโอกาส และพลาดโอกาสในการเพิ่มยอดขายไปในที่สุด

ไม่มีเครื่องมือในการทำการตลาด

LINE ธรรมดาทำได้เพียงแค่การพูดคุยตอบโต้กันเท่านั้น ซึ่งแตกต่างกับ LINE@ ที่มีเครื่องมือสำคัญหลายตัวที่สามารถสร้างปฏิสัมพันธ์ในการทำการตลาด และเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจได้หลากหลายทางกว่า เช่น

  1. Geeting Message ข้อความสำหรับกล่าวทักทายลูกค้าหลังจากการเพิ่มเพื่อน ด้วยการตั้งข้อความอัตโนมัติ
  2. มีแอดมินตอบลูกค้าได้หลายคน เป็นประโยชน์สำหรับธุรกิจที่ขายดีมากๆ จนตอบลูกค้าแทบไม่ไหว ทำให้ไม่เสียโอกาสในการขายจากการตอบไม่ทัน
  3. E-coupon เป็นสิทธิพิเศษ หรือส่วนลดต่างๆ เราสามารถทำโปรโมชันส่งถึงลูกค้าได้โดยตรง พร้อมกำหนดรายละเอียดต่างๆ เองได้ ทั้งระยะเวลาโปรโมชัน หรือจำนวนการใช้งานคูปอง
  4. Rich Message คือรูปภาพที่มีขนาดใหญ่เท่าหน้าต่างแชทพร้อมใส่ลิงก์ไว้ในรูปภาพนั้นได้ด้วย พูดง่ายๆ คือเมื่อลูกค้าคลิกที่รูปภาพ ก็จะลิงก์ไปสู่เว็บที่กำหนดไว้
  5. Poll & Survey สามารถสำรวจความคิดเห็น และความต้องการของลูกค้าผ่านการสร้างโพล หรือแบบสอบถามถึงลูกค้าได้โดยตรง
  6. Broadcast ใช้สำหรับโฆษณาหรือโปรโมทสินค้าใหม่ๆ สามารถตั้งเวลาล่วงหน้า และกระจายไปสู่ลูกค้าที่มีเราเป็นเพื่อนทั้งหมดได้ในทีเดียว แต่ถึงจะส่งฟรีก็ไม่ควรส่งบ่อยจนเกินไป เพราะอาจทำให้ลูกค้าเกินความรำคาญ และบล็อคร้านค้าของเราได้

 

หากอยากทำธุรกิจให้ราบรื่น เราควรต้องมีเครื่องมือที่เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจ พ่อค้าแม่ค้าคนไหนที่ขายของใน LINE เราแนะนำว่าควรเปลี่ยนมาใช้ LINE@ เพราะเป็นเครื่องมือที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรมากมาย รวมถึงฟีเจอร์ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ก็สามารถใช้ได้ฟรีๆ รับรองว่าเป็นประโยชน์ต่อการทำธุรกิจ และจะสามารถเข้าถึงลูกค้าได้มากกว่าเดิมแน่นอน

จัดการอีเว้นท์ให้ง่ายขึ้น ด้วย Digital Platform

ความล้ำสมัยของเทคโนโลยี เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะทำให้การทำงาน หรือกระบวนการจัดการต่างๆ ผ่านพ้นไปได้ง่ายขึ้น เพราะในปัจจุบันผู้คนต่างเริ่มใช้เทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่ว่าจะเป็น แท็บเล็ต สมาร์ทโฟน หรือคอมพิวเตอร์ ซึ่งเราสามารถนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาเป็นตัวช่วยสำหรับจัดงานอีเว้นท์ได้เช่นกัน ลองมาดูกันว่าเราจะเอา Digital Platform มาประยุกต์ใช้กับงานอีเว้นท์ได้อย่างไรบ้าง

 

การโฆษณา โปรโมท และกระจายข่าวสารต่างๆ ของงานอีเว้นท์ผ่าน Social Media

เมื่อการสื่อสารทุกอย่างถูกกระจายผ่านแบบออนไลน์ เรื่องของค่าใช้จ่าย และการใช้ทรัพยากรก็จะลดลงตามไปด้วย อีกทั้งยังส่งข้อมูลการโปรโมตงานอีเว้นท์ไปถึงผู้คนได้อย่างรวดเร็ว ครอบคลุม และกว้างขวางกว่าการแจกเอกสารเป็นแผ่นๆ อย่างแน่นอน ซึ่งช่องทางการประชาสัมพันธ์หลักๆ ที่หลายบริษัทเลือกใช้ในตอนนี้ก็คงหนีไม่พ้น Facebook เพราะเป็นสื่อช่องทางยอดนิยมที่มีจำนวนผู้ใช้มากที่สุด หากทำการประชาสัมพันธ์งานอีเว้นท์เข้าไป ก็จะถูกกระจาย แชร์ต่อเป็นวงกว้างได้ไม่ยาก

 

ลดโลกร้อนด้วยการลดใช้กระดาษ

เปลี่ยนการแจกเอกสารของงานอีเว้นท์ด้วยกระดาษแบบเดิมๆ เป็นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลแทน เช่น การสร้างแอปที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับงานอีเว้นท์ สามารถส่งแผนที่การเดินทางโดยใช้แผนที่อิเล็กทรอนิกส์ ส่งรายละเอียดของงานผ่านไฟล์ในรูปแบบออนไลน์แทน รวมไปถึงการทำแบบสอบถามผ่านทางออนไลน์ นอกจากจะลดการใช้กระดาษแล้ว ยังรวบรวมข้อมูลได้ง่าย และแม่นยำกว่าเดิมอีกด้วย

หากเรานำ Digital Platform มาประยุกต์ใช้กับงานอีเว้นท์ ก็จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและลดจำนวนสตาฟลงไปได้เยอะมาก

อยากซื้อน้ำหอม

บางคนอยากได้น้ำหอม แต่ไม่ได้เตรียมตัวอะไรไปเลย เพราะกะจะไปเลือกดมที่ร้านเพียงอย่างเดียว ซึ่งบางทีก็อาจจะทำให้เราพลาดเลือกกลิ่นน้ำหอมที่ไม่ถูกใจมาก็ได้ ถ้าไม่อยากเลือกน้ำหอมแบบพลาดๆ อย่างน้อยควรค้นหากลิ่นน้ำหอมยอดฮิตไว้ในใจ เพื่อประหยัดเวลาในการเลือกซื้อ และเตรียมร่างกายให้พร้อมก่อนที่จะไปเลือกดมน้ำหอมด้วย แต่ต้องเตรียมร่างกายยังไงกันบ้าง มาลองอ่านกันดูเลย

  1. ถ้ารู้ตัวว่าไม่สบาย ให้ข้ามไปก่อน อย่าพึ่งรีบซื้อ เพราะถ้าเราไปดมกลิ่นน้ำหอมขณะไม่สบาย คงได้กลิ่นที่ผิดเพี้ยนไปจากเดิมน่าดู ทำให้สุดท้ายเราก็จะได้น้ำหอมกลิ่นที่ไม่ชอบมา เสียดายทั้งเงิน เสียดายทั้งเวลาเลยนะ
  2. ไม่ควรทานอาหารที่มีรสจัด หรือออกกำลังกายอย่างหนักก่อนไปเลือกซื้อน้ำหอม เพราะพฤติกรรม 2 อย่างนี้จะทำให้ประสาทการรับรู้กลิ่นของเราลดลง!
  3. จุดที่ดีที่สุดในการทดสอบกลิ่นน้ำหอม คือบริเวณข้อมือ เพราะเป็นจุดชีพจรที่ปล่อยความร้อนออกมา ทำให้กลิ่นของน้ำหอมแสดงประสิทธิภาพออกมาได้ดี
  4. ถ้าเกิดอยากลองน้ำหอมหลายกลิ่น ขอแนะนำว่าให้ลองกับข้อมือของอีกข้างหนึ่ง ไล่ขึ้นไปจนถึงบริเวณแขน แต่ควรทิ้งระยะห่างไว้สักพักหนึ่งเพื่อไม่ให้กลิ่นของน้ำหอมปะปนกัน
  5. อย่างที่ทราบกันว่าน้ำหอมนั้นมีหลายระดับ เราจึงไม่ควรตัดสินใจเลือกซื้อน้ำหอมจากกลิ่นที่ดมตอนฉีดออกมาทันที ควรปล่อยทิ้งไว้สัก 10-20 นาที หรือหากเป็นไปได้ให้ฉีดทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง เพราะกลิ่นสุดท้ายของน้ำหอมนี่แหละ จะเป็นกลิ่นหอมที่แท้จริงของน้ำหอม และจะเป็นกลิ่นที่อยู่ติดทนกับตัวเรามากที่สุด

 

รู้เทคนิคง่ายๆ ในการเตรียมตัวก่อนไปเลือกซื้อน้ำหอมแบบนี้แล้ว ก็อย่าลืมเอามาปรับใช้กันด้วยนะคะ เพราะน้ำหอมขวดหนึ่งก็มีราคาที่ค่อนข้างแพง ถ้าเราได้กลิ่นที่ไม่ถูกใจมาก็คงจะรู้สึกแย่ไม่น้อย เพราะฉะนั้นควรเตรียมตัวให้ดีก่อนไปเลือกซื้อน้ำหอมด้วยนะคะ จะได้เจอกลิ่นที่ถูกใจ และอยากใช้น้ำหอมขวดนั้นไปทุกวันไงคะ

ความทรงจำอันเข้มข้น

มีเหตุการณ์หลายๆครั้งในชีวิตที่กลิ่นน้ำหอมนำพาความคิดเป็นพันๆ อย่างไปสู่จิตใจ ลอดผ่านจมูกไปยังสมองประมวลผลสู่หน่วยความทรงจำอันลึกสุดของจิตใจ ในบางครั้งก็อดคิดไม่ได้ว่าโลกของกลิ่นคือโลกที่สวยงามราวกับเป็นการเริ่มต้นใหม่ของวันอันแสนโรแมนติก

น้ำหอมสามารถเนรมิตให้ทุกๆวันคือวันพิเศษ คุณสามารถหลบหนีจากการงานไปชั่วขณะหรือเรื่องราวเครียดในชีวิตเพียงแค่ปล่อยใจไปกับกลิ่นของน้ำหอม

เมื่อคุณเดินเข้าไปในร้านน้ำหอมคุณจะสัมผัสได้ถึงผนังกระจกสะท้อนแสงเห็นถึงขวดน้ำหอมที่วางไว้อย่างประณีตในซุ้มขนาดใหญ่ที่มีความสมบูรณ์แบบ

ซึ่งบนนั้นจะมีขวดแก้วสีสวยสะดุดตาเรียงรายอย่างสวยงาม สำหรับผู้หญิงแล้วมันเหมือนสวรรค์ ที่มีความสวยงามตั้งแต่ขวดยันกลิ่น โดยกลิ่นน้ำหอมแต่ละขวดล้วนถูกสร้างขึ้นมาและอัดเเน่นไปด้วยความทรงจำอันเข้มข้นซึ่ง “ชนิดของกลิ่น” เป็นตัวสะท้อนความทรงจำของช่วงที่ผ่านมาในชีวิตอย่างต่อเนื่องถึงแม้กลิ่นน้ำหอมนั้นจะพาเราไปยังความคิดที่ดีหรือเศร้าแต่นั่นก็นับว่าเป็นความทรงจำที่เคยผ่านมา

ยิ่งไปกว่านั้นกลิ่นน้ำหอมยังสร้างแรงบันดาลใจให้กับตัวคุณและคนรอบข้างโดยกลิ่นน้ำหอมแฝงไปด้วยความรัก ไม่ว่าจะผ่านมาอีกสักกี่ปีเมื่อคุณหวนไปนึกถึงวันที่ใช้น้ำหอมเป็นครั้งแรกคุณก็จะมีความสุขและกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งราวกลับว่ากลิ่นนั้นอัดแน่นด้วยความทรงจำอันเข้มข้น

น้ำหอมมีฤดูกาลหรือไม่?

ทุกอย่างบนโลกใบนี้ล้วนผันไปตามการเวลาเหมือนกับการใส่เสื้อกันหนาวในช่วงฤดูหนาวแล้วใส่เสื้อบางโปร่งสำหรับช่วงฤดูร้อนและใส่เสื้อกันฝนในฤดูฝน ทุกๆอย่างล้วนเกี่ยวข้องกันไม่เว้นแต่เรื่องน้ำหอม

น้ำหอมเป็นส่วนหนึ่งของฤดูกาลกาลความงาม น้ำหอมบางชนิดมีประสิทธิภาพจะทำงานได้ดีกว่าในบางฤดู เหตุผลนี้ขึ้นอยู่กับ สารเคมี และส่วนผสม

เพราะฤดูที่แตกต่างกันจะทำให้กลิ่นน้ำหอมทำงานตามอุณหภูมิภายนอก ณ ขนาดที่พ่นน้ำหอมออกไป ซึ่งสภาพอากาศที่อบอุ่นจะนำพากลิ่นมากมายที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันตั้งแต่กลิ่นดอกไม้ยันกลิ่นของผลไม้สุก ด้วยเหตุนี้คุณจึงควรฉีดน้ำหอมกลิ่นเบาๆ บางเบาและตระนักถึงผลกระทบมากขึ้นเนื่องจากความร้อนทำให้กลิ่นหอมขึ้นมากกว่าเดิมบางคนคิดว่านี่คือเรื่องดีในการเลือกใช้น้ำหอมแต่ถ้าคุณฉีดน้ำหอมในปริมาณที่มากเกินไปอาจจะทำให้คนรอบข้างรู้สึกไม่ดีได้ กลิ่นน้ำหอมที่มีลักษะบางเบาผสานกับความสดชื่นมาจากวัตถุดิบที่เกิดตามสิ่งแวดล้อมจะเหมาะที่สุดสำหรับฤดูนี้

ในทางกลับกันในสภาพอากาศที่หนาวเย็นเหมาะสำหรับน้ำหอมที่มีวัตถุดิจากแอมเบอร์ เมื่อกระทบกับอากาศจะทำให้คุณรู้สึกอบอุ่นมากขึ้น

สุดท้ายแล้วคุณสามารถเลือกกลิ่นน้ำหอมให้เหมาะกับอารมณ์,บุคลิก,หรือฤดูกาลก็ตาม คุณก็ควรคำนึงถึงกลิ่นหอมของสารเคมีในร่างกายและอุณหภูมิภายนอกที่ส่งผลให้กลิ่นเพี้ยนไป ฉะนั้นคุณสามารถนำความรู้เหล่านี้ไปปรับใช้ในการเลือกน้ำหอมที่คุณและคนรอบข้างประทับใจได้ด้วยการเลือกน้ำหอมตามฤดูกาล

กำเนิดน้ำหอมกลิ่นทะเล

Calon เป็นส่วนประกอบหนึ่งของน้ำหอมผู้ชายและผู้หญิงและมักถูกใช้มานานหลายศตวรรษ โดย Calone มีกลิ่นหอมที่มีเอกลักษณ์ของ “ลมทะเล” รุนแรงและแซมด้วยกลิ่นอายของดอกไม้น้อยๆ จึงทำให้ถูกใช้เป็นส่วนประกอบของกลิ่นน้ำหอมตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1980 เนื่องจากมีน้ำโอโซนเข้มข้นและเป็นกลิ่นที่โดดเด่นกว่าส่วนประกอบอื่นๆ

ตั้งแต่ต้นทศวรรษ ซึ่ง Calone หรือเป็นที่รู้จักในวงการอุตสาหกรรมน้ำหอมว่า “ketone watermelon” เป็นสารประกอบน้ำหอมสังเคราะห์นี้ถูกค้นพบโดย Pfizer ในปี พ.ศ.2494 และได้รับการจดศิทธิบัตรเมื่อปี พ.ศ.2513 ซึ่ง Calone มีลักษณะคล้ายกับโครงสร้างของฟีโรโมนที่ผลิตโดยสาหร่ายสีน้ำตาลบางชนิด และในรูปผลึกสีขาวจะมีจมูกที่มีกลิ่นฉุนแต่เมื่อได้รับการเจือจางในระดับที่ดีกลิ่นของมันก็จะแปรเปลี่ยนไปเป็น ซึ่งกลิ่นนั้นคล้ายกับกลิ่นของมหาสมุทร

ต่อมาในปี 1990 น้ำหอมกลิ่นอายมหาสมุทรได้เปิดตัวขึ้นมาและถือว่าเป็นเรื่องแปลกใหม่มากในยุคนั้น จึงทำให้อุตสหกรรมน้ำหอมหลายแบรนด์เริ่มหันมาใช้มากขึ้นหรือเรียกได้ว่าเป็นแรงบันดาลใจให้กับน้ำหอมอื่นๆ ทั่วโลก จนกระทั่งช่วยปลายของยุค 90 ถือว่าป็นจุดสูงสุดของน้ำหอมของน้ำหอมที่มีกลิ่นของทะเลเพราะกลิ่นนี้มีกลิ่นที่ติดทนยาวนาน เกือบทุกแบรนด์จะต้องมีส่วนผสมด้วย Calon รวมไปถึงผู้ชายหลายคนที่ชื่นชอบนโคโลญจ์ยังมีคุณลักษณะของ Calone เพราะเรียกเสน่ห์จากสาวๆ ได้อย่างไม่น่าเชื่อ

คนส่วนใหญ่ใช้น้ำหอมเพื่ออะไร?

น้ำหอมเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมมาตั้งแต่ช่วงแรกของอารยธรรมชาวกรีกและชาวโรมัน โดยพวกเขาจะใช้กลิ่นหอมในห้องอาบน้ำเพื่อวัตถุประสงค์ขจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์

แต่ในปัจจุบันวัตถุประสงค์ของการใช้น้ำหอมได้เปลี่ยนไปจากเดิมเหมือนกับว่าใช้เป็นสัญญาลักษณ์ของสังคมที่พัฒนาแล้ว เพราะน้ำหอมสามารุกระตุ้นความทรงจำ เพิ่มความมั่นใจ ทำให้ผู้คนมีความสุข

แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่ชื่นชอบน้ำหอมส่วนใหญ่แล้วจะขึ้นอยู่กับรสนิยม คุณอาจจะคิดว่าคนเราใช้น้ำหอมเพื่อเรียกเสน่ห์เพียงอย่างเดียวแต่จริง ๆแล้วกลับไม่ใช่ทั้งหมด มาร่วมหาเหตุผลที่หลายๆ คนใช้น้ำหอมกัน

1.น้ำหอมกระตุ้นฟีโรโมนประเภทฮอร์โมน ซึ่งจะไปกระตุ้นความต้องการทางเพศมากขึ้นแก่ผู้พบเห็น

2.น้ำหอมจะทำให้คุณกับคนรักเกิดความทรงจำร่วมกัน เราทุกคนมีน้ำหอมที่ชื่นชอบทั้งผู้ชายและผู้หญิง เมื่อใดก็ตามที่คุณเริ่มสร้างความทรงจำเกี่ยวกับกลิ่น กลิ่นของน้ำหอมก็จะคอยย้ำเตือนถึงช่วงเวลาอันแสนพิเศษเหมือนกับว่าคุณได้อยู่ในเดทแรกอีกครั้งแบบไม่รู้จบ

3.น้ำหอมมีพลังที่จะนำคุณไปยังสถานที่สงบและลดความเครียดในตัวคุณลงได้ คุณจะรู้สึกผ่อนคลายและได้รับพลังด้านบวกเมื่อดมกลิ่นน้ำหอม

4.คนส่วนใหญ่จะใช้น้ำหอมเพื่อแสดงเอกลักษณ์เฉพาะตัวและบ่งบอกรสนิยม พวกเขาทั้งหลายจะใช้มันเนื่องในโอกาสพิเศษหรืองานที่พบปะผู้คนจำนวนมาก เพื่อแสดงถึงสไตล์และตัวตนของคุณที่เป็นเอกลักษณ์แห่งความสง่างามและความคลาสสิกในตัวคุณเอง