คนส่วนใหญ่ใช้น้ำหอมเพื่ออะไร?

น้ำหอมเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมมาตั้งแต่ช่วงแรกของอารยธรรมชาวกรีกและชาวโรมัน โดยพวกเขาจะใช้กลิ่นหอมในห้องอาบน้ำเพื่อวัตถุประสงค์ขจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์

แต่ในปัจจุบันวัตถุประสงค์ของการใช้น้ำหอมได้เปลี่ยนไปจากเดิมเหมือนกับว่าใช้เป็นสัญญาลักษณ์ของสังคมที่พัฒนาแล้ว เพราะน้ำหอมสามารุกระตุ้นความทรงจำ เพิ่มความมั่นใจ ทำให้ผู้คนมีความสุข

แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่ชื่นชอบน้ำหอมส่วนใหญ่แล้วจะขึ้นอยู่กับรสนิยม คุณอาจจะคิดว่าคนเราใช้น้ำหอมเพื่อเรียกเสน่ห์เพียงอย่างเดียวแต่จริง ๆแล้วกลับไม่ใช่ทั้งหมด มาร่วมหาเหตุผลที่หลายๆ คนใช้น้ำหอมกัน

1.น้ำหอมกระตุ้นฟีโรโมนประเภทฮอร์โมน ซึ่งจะไปกระตุ้นความต้องการทางเพศมากขึ้นแก่ผู้พบเห็น

2.น้ำหอมจะทำให้คุณกับคนรักเกิดความทรงจำร่วมกัน เราทุกคนมีน้ำหอมที่ชื่นชอบทั้งผู้ชายและผู้หญิง เมื่อใดก็ตามที่คุณเริ่มสร้างความทรงจำเกี่ยวกับกลิ่น กลิ่นของน้ำหอมก็จะคอยย้ำเตือนถึงช่วงเวลาอันแสนพิเศษเหมือนกับว่าคุณได้อยู่ในเดทแรกอีกครั้งแบบไม่รู้จบ

3.น้ำหอมมีพลังที่จะนำคุณไปยังสถานที่สงบและลดความเครียดในตัวคุณลงได้ คุณจะรู้สึกผ่อนคลายและได้รับพลังด้านบวกเมื่อดมกลิ่นน้ำหอม

4.คนส่วนใหญ่จะใช้น้ำหอมเพื่อแสดงเอกลักษณ์เฉพาะตัวและบ่งบอกรสนิยม พวกเขาทั้งหลายจะใช้มันเนื่องในโอกาสพิเศษหรืองานที่พบปะผู้คนจำนวนมาก เพื่อแสดงถึงสไตล์และตัวตนของคุณที่เป็นเอกลักษณ์แห่งความสง่างามและความคลาสสิกในตัวคุณเอง

OpenStack ปะทะ VMware

ต้องบอกว่าตอนนี้การแข่งขันทางด้านเทคโนโลยี ถือว่ากำลังมาแรง ยิ่งถ้าพูดถึงเทคโนโยอย่าง Private Cloud ในตอนนี้ ทั้ง OpenStack และ VMware ต่างก็ถือว่าเป็นคู่แข่งกันในด้านการเป็นตัวเลือกยอดนิยมมาโดยตลอด แต่การเข้ามาของเทคโนโลยีใหม่ทั้ง IoT และ NFV อาจทำให้ OpenStack กลายมาเป็นฝ่ายได้เปรียบในสงครามครั้งนี้

แม้หลายๆ องค์กรใหญ่จะใช้งาน VMware มานาน แต่ฝ่ายบริษัทผู้ให้บริการทาง IT กลับจะดูชอบพอ OpenStack กันเสียมากกว่า ซึ่งผลสรุปของตลาดการแข่งขันที่จะกระเทือนทั้ง OpenStack และ VMware อาจขึ้นอยู่กับ IoT และ NFV ล้วนๆ

Virtual Resources ได้สร้างความยุ่งยากอีกระดับให้กับทีม Operation ของ Data center โดยทั่วไปแต่ละองค์กรจะ Install และ Integrate แต่ละ Application แบบ Manual หรือใช้งาน Simple operating system scripting languages เป็นหลัก แต่วิธีนี้ค่อนข้างเสี่ยงต่อการเกิด Configuration Error ในการ Deploy application ลง Resource pool ดังนั้นองค์กรสมัยนี้เลยหันมาใช้ DevOps Tools ให้ช่วย Deploy แต่ด้วยความที่ Tools เหล่านี้สามารถใช้งานได้ทั้งกับ OpenStack และ VMware จึงยังไม่ค่อยมีใครได้เปรียบเสียเปรียบนักในสงคราม Cloud นี้

NFV สะเทือนสนามรบ OpenStack และ VMware

เมื่อไม่นานมานี้ Network Operator หลายๆ เจ้าได้พัฒนา Specification ใหม่ที่ทำให้ Cloud hosting ที่สามารถรองรับ Network Feature ได้ โดยเรียกมันว่า NFV (Network Functions Virtualization) ซึ่ง NFV เป็นเหมือน Cloud application ที่ถูกแปลงมาเป็น Network Feature อย่างหนึ่ง โดยเกือบทั้งหมดของ NFV Implementations ต้องใช้ Cloud Deployment Tools มาเป็น Interface ของ Resources และด้วยความที่ OpenStack เองก็เป็น Open Source จึงสนับสนุนและทำงานร่วมกับ NFV ได้เป็นอย่างดี ผิดกับ VMware ที่ล่าช้าไปหน่อยกว่าจะพัฒนา Tools ที่เข้ากับ NFV ขึ้นมาได้

ในอีก 5 ปีข้างหน้า การ Hosting network feature อาจกลายมาเป็น Data Center Deployment แหล่งใหญ่ที่สุดได้ และถ้า OpenStack มีบทบาทใน NFV มากๆ เข้า จะทำให้ OpenStack ก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านการใช้งาน Cloud รูปแบบใหม่นี้ทันที ยิ่งเมื่อเหล่า Network Operator เริ่มใช้ NFV Data Center เพื่อให้บริการ Public Cloud ถึงตอนนั้น OpenStack-based private cloud ก็สามารถกลายมาเป็น Hybrid Cloud ได้ง่ายขึ้น เสริมความแข็งแกร่งของ OpenStack ในตลาด Cloud ไปอีกขั้น

NFV คือรูปแบบหนึ่งของ Cloud Computing ที่มีทั้งความน่าเชื่อถือและความรวดเร็ว ถูกออกแบบมาให้รองรับ Tenant Service ได้เป็นล้านๆ สามารถตั้งค่า Automate ในส่วนการ Deployment และ Management Process เพื่อคุมค่าใช้จ่ายได้ ซึ่งองค์กรทั้งหลายและผู้ให้บริการ Public Cloud ต่างก็สนใจในความสามารถพวกนี้ เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยถ้า Tools และ Features ของ NFV จะถูกใช้กันโดยทั่วไปตามองค์กรต่างๆ และยิ่งถ้า Tools เหล่านี้ถูกออกแบบมาให้เข้ากับ OpenStack ได้ดีกว่า VMware แล้วล่ะก็ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าใครจะเป็นผู้นำแต้มต่อในวงการนี้ในอนาคต

ผลกระทบครั้งใหญ่ของ IoT ต่อ OpenStack  และ VMware

IoT หรือ Internet of Things เป็นอีกเทรนด์ที่ส่งจะผลกระทบต่อกลุ่ม Network Operator เป็นอันดับแรก ด้วยการสร้าง Platform และ Tools ใหม่ๆ ขึ้นมา โดย IoT มีองค์ประกอบอยู่ 2 ส่วน องค์ประกอบแรกคือส่วนที่เชื่อมต่อระหว่าง Sensor กับ Controller และส่วนที่คอยแปลงข้อมูลของ Sensor กับ Controller ให้เป็น Format สำหรับการเข้าถึง Application อย่างปลอดภัย อีกองค์ประกอบหนึ่งของ IoT นั้นจะคล้ายๆ กับโกดังเก็บ Big Data และพวก Application คุมระบบต่างๆ เช่น process control, vehicle/traffic control และ mobile contextual services based on location จะว่าไปก็เหมือนกับเป็น Cloud Applications หรือ NFV Functions รูปแบบหนึ่ง

ซึ่งทุกวันนี้เทคโนโลยี Cloud Computing ที่องค์กรส่วนใหญ่เลือกใช้มักจะเป็นพวกบริการ Public Cloud เพื่อเข้ามาเป็นส่วนขยายของ Data Center Virtualization และ Hosting โดย Application ที่สร้างไว้ใน Cloud ก็จะมีความคล้ายคลึงกับ Web และ Front-end technology ที่นำมาประยุกต์กับ Data Center Application แบบเก่า แต่ IoT นั้นต่างออกไป มันจะกลายเป็นทางเลือกใหม่ที่แจกจ่ายการทำงานของ Data และ Processing ได้พร้อมๆ กัน ทั้งยังสามารถ Redefining Workflow เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อีกด้วย ดังนั้นแนวโน้มที่ IoT จะเข้าไปมีบทบาทร่วมใน Data Center และ Public Cloud ของแต่ละองค์กรจึงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

จากการที่ Network operator หลายแห่งเลือกใช้งาน Open source ซึ่งแน่นอนว่ามักจะหมายถึง OpenStack สำหรับ NFV ย่อมส่งผลให้ OpenStack กลายมาเป็นที่นิยมสำหรับ IoT Platform ด้วยเช่นกัน เนื่องจาก IoT Application มีลักษณะคล้ายคลึงกับ Network Function อย่างไรก็ดี ความนิยมของ OpenStack จะนำขึ้นมาเหนือ VMware ได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับว่า NFV จะถูกพัฒนาและนำมาปรับใช้ได้เร็วแค่ไหนนั่นเอง

 

Cloud Servers?

ทุกวันนี้เราจะเห็นได้ว่า เทคโนโลยีของ Cloud หรือ Cloud Computing ได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น ในอนาคตจะมีการเอา Cloud Computing ไปประยุกต์ใช้ในด้านต่างๆ จึงทำให้หน่วยงานหลายๆหน่วยงาน เริ่มให้ความสนใจกับระบบ Cloud มากขึ้น

คลาวด์ หรือ Cloud Computing คือการทำงานของ Server ขนาดใหญ่ ที่ทำงานด้วย Sever หลายๆ เครื่อง โดยแบ่งชั้นการประมวลผลออกจากชั้นเก็บข้อมูล เป็นการร่วมกันทำงานของ Server หลายๆ เครื่อง มีผลดีคือเมื่อ Server ใด Sever หนึ่งเกิดความเสียหายขึ้นก็จะไม่ส่งผลกับการใช้งานของผู้ใช้บริการ เพราะระบบจะทำการย้ายไปทำงานในเครื่องใหม่โดยอัตโนมัติ ซึ่งก็แสดงถึงความปลอดภัยของข้อมูลของผู้ใช้บริการนั่นเอง

 

ข้อดีของบริการ Cloud Server มีดังนี้

ความยืดหยุ่น : สามารถดึงทรัพยากรเพิ่มเติมมาใช้ได้เมื่อต้องการ

คุ้มค่าใช้จ่าย : คิดค่าบริการเมื่อมีการใช้งาน ผู้ใช้บริการจ่ายค่าบริการตามจำนวนค่าใช้งานจริงในแต่ละช่วงเวลาเท่านั้น

ติดตั้งง่าย : Cloud Server ไม่มีการตั้งค่าเริ่มต้นที่วุ่นวายมากนัก

เชื่อถือได้ : เพราะมี Server สำหรับให้บริการอยู่หลายตัว ถ้าตัวไหนเกิดมีปัญหาขึ้นมา แหล่งทรัพยากรก็จะย้ายไป Server อื่นทันทีโดยไม่กระทบต่อการใช้งานของผู้ใช้บริการ

ซึ่งในปัจจุบัน Cloud ได้เริ่มเข้ามามีบทบาทในการใช้งาน Web Hosting มากขึ้น อาจเป็นเพราะ Cloud สามารถช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในด้านการลงทุนซื้อ Server ได้ สามารถเลือกจ่ายค่าบริการเท่าที่ทางองค์กรเลือกใช้ และยังมีบริการให้เลือกใช้อย่างหลากหลาย ตัวอย่างเช่น Web Site , VM หรือ VPS , Mobile Service , Storage , Etc.

 

สวรรค์ของกลิ่นน้ำหอม

การเดินทางไปยังประเทศหัวใจของน้ำหอมหรือดินแดนแห่งมนต์สะกดที่มีดอกมะลิเติบโตและความทรงจำอันอ้อยอิ่งอย่างเมือง Grasse

 

เมืองนี้เป็นเมืองที่มีกลิ่นของความรักอบอวนอยู่และเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมน้ำหอมของโลกเป็นเวลา 300 ปีจวบจนถึงปัจจุบัน เมืองแห่งนี้ได้รับการขนานนามของที่ตั้งราวกับมีเวทมนต์สะกด กลิ่นของน้ำฝน กลิ่นของบลูเบอร์รี่ และต้นไม้ รวมตัวกันมาเป็นพลังของกลิ่นน้ำหอมอันทรงพลัง

 

หากคุณเป็นหนึ่งคนที่หลงใหลในน้ำหอมลองให้กลิ่นนำพาคุณมาซึ่งเมืองนี้สักครั้งในชีวิตดูสิแล้วคุณจะต้องมนต์จากพลังห้าสัมผัสรวมกันเป็นกลิ่นน้ำหอมกระตุ้นความทรงจำอันแข็งแกร่งราวกับคุณย้อนเวลาได้ วัตถุดิบจากขั้วโลกเหนือจรดขั้วโลกใต้ก็ไม่มีสถานที่ใดที่พิเศษไปกว่าเมืองนี้

 

ซึ่งเมือง Grasse จะเต็มไปด้วยวัตถุดิบในการปรุงน้ำหอมชั้นเลิศ และทุ่งดอกมะลิถือเป็นหัวใจสำคัญของที่นี่เพราะมะลิถือเป็นวัตถุดิบหายากและมีชื่อเสียงอันดับต้นๆ

 

ซึ่งมะลิทั่วมุมโลกก็ไม่สามารถทดแทนมะลิจากเมือง Grasse ได้ ด้วยกลิ่นหอมที่ห่อตัวความกับความทรงจำห่อหุ้มดอกเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครจึงทำให้น้ำหอมชื่อดังหลายร้อยแบรนด์ต้องใช้เป็นหนึ่งส่วนประกอบ

 

โดยดอกมะลิหนึ่งหมื่นดอกมีน้ำหนักหนึ่งกิโลกรัม นั่นหมายความว่าจะต้องใช้ดอกไม้ถึงแปดล้านดอกสำหรับการปรุงน้ำหอมหนึ่งกิโล

 

จึงทำให้น้ำหอมที่ปรุงจากวัตถุดดิบที่มาจากฝรั่งเศสมีราคาแพงเพราะเป็นน้ำหอมระดับโลกที่ผ่านการเอาใจใส่และพิถีพิถันทุกขั้นตอนนั่นเอง

LIBERTY : The twelfth release of OpenStack 12

OpenStack Liberty เป็นเวอร์ชั่นที่ 12 ของ Open Source Software ทำมาเพื่อต่อยอด Public, Private, และ Hybrid Cloud เสริมด้วยฟังก์ชั่นใหม่ๆ พร้อมด้วยส่วนเสริมการทำงาน ที่ครอบคลุมเทคโนโลยี Data Center ทำให้ OpenStack มาเป็น Integration Engine ที่ได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยมสำหรับผู้ให้บริการ Cloud และกลุ่มองค์กรที่กำลังใช้งาน Cloud ซึ่ง Feature ใหม่ของ Liberty มีดังนี้

 

ระบบการจัดการประสิทธิภาพสูง – OpenStack 12 ถูกพัฒนาให้มีระบบตั้งค่าการจัดการที่ดีขึ้น และระบบ Library ร่วม (Common library adoption) และยังมีการเพิ่ม Role-Based Access Control (RBAC) เพื่อใช้งานร่วมกับ Heat orchestration และ Neutron networking และเปิดให้ปรับ Security Setting อย่างเต็มรูปแบบ

 

ระบบปรับแต่งเรียบง่าย – OpenStack เป็นที่นิยมในการใช้สร้างระบบ Cloud ทั้ง Public และ Private อย่างแพร่หลาย ซึ่ง Liberty ก็ได้พัฒนาประสิทธิภาพการแสดงผล และมีความเสถียรมากขึ้น ติดตั้ง Application Nova Cells v2 ในตัว สามารถรองรับการ Deployment ขนาดใหญ่ และการ Deployment พร้อมกันในหลายพื้นที่ (Multi-location compute deployment) เพิ่มศักยภาพการปรับแต่ง (Scalability) และการทำงานของ Horizon dashboard, Neutron networking,

 

และ Cinder block storage

 

รองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ – OpenStack เป็น Open Source Platform เพียงหนึ่งเดียวที่รองรับการจัดการ 3 เทคโนโลยีหลักๆ ของระบบ Cloud ทั้ง Virtual Machine, Container และ Bare Metal Instance และเป็นที่นิยมในการใช้

งานร่วมกับระบบ NFV (network functions virtualization) ขององค์กร โดย OpenStack “Liberty” ได้เพิ่มศักยภาพการทำงานทั้งสองด้านด้วยฟีเจอร์ตัวใหม่อย่าง Nova compute scheduler, QoS Framework และระบบ LBaaS (Load

Balancing as a Service) ที่ดีขึ้น

ระบบจัดการ Container ตัวใหม่ – ในระหว่างการพัฒนา Liberty ระบบ Magnum Container ระบบจัดการ

Container ตัวใหม่รองรับการทำงานร่วมกับ Kubernetes, Mesos และ Docker Swarm ก็ได้เปิดตัวขึ้น เมื่อนำ Magnum มาใช้ร่วมกับบริการที่มีอยู่เดิมของ OpenStack อย่าง Nova, Ironic, และ Neutron ซึ่งช่วยจัดการ Container ได้ง่ายกว่าเดิม และโปรเจกต์ Kuryr ถูกวางแผนให้เข้ามาเสริมประสิทธิภาพ โดยทำงานกับส่วนของ Container networking อย่าง

libnetwork ได้โดยตรง

Orchestration – Heat Orchestration เพิ่มระบบจัดการทรัพยากรใหม่ๆ เข้าไปมากมาย รวมทั้งระบบอัตโนมัติ

และการรองรับความสามารถใหม่ๆ ของ Liberty เพิ่มความสามารถการจัดการและการ Scale ซึ่งรวมด้านการเข้าถึง API เพื่อเช็คว่ามี Resource หรือ Action ไหนพร้อมใช้งานได้บ้าง โดยมาพร้อมกับ RBAC ติดตั้งในตัว

ไขข้อข้องใจ Private Cloud หรือ Public Cloud ต่างกันอย่างไร? ควรเลือกแบบไหนดี?

บางคนอาจยังมีข้อข้องใจเกี่ยวกับระบบ Cloud ในส่วนของ Private Cloud และ Public Cloud ว่ามันทำงานแตกต่างกันอย่างไง เรามาไขข้อข้องใจเรื่องการทำงานที่แตกต่างกันระหว่าง Private Cloud และ Public Cloud กัน เพื่อเป็นประโยชน์กับผู้ที่กำลังลังเลวาจะใช้บริการแบบไหนดี

 

Private Cloud

Private Cloud ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อ internal หรือ Enterprise Cloud จะอยู่ในระบบ Intranet หรือ Data Center ภายในของบริษัท ซึ่งมีการรักษาความปลอดภัยด้วยระบบ Firewall

โดย Private Cloud ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีตัวหนึ่งสำหรับองค์กรที่มี Data Center คุณภาพสูงอยู่แล้ว เนื่องจากสามารถใช้ Infrastructure ของตนได้เลย แต่ข้อเสียก็คือว่าผู้ใช้บริการจะต้องซ่อมบำรุง รวมไปถึง

อัปเดต Data Center  ทั้งหมดด้วยตัวเอง และยิ่งนานวันเข้า Server ต่างๆ ย่อมมีการเสื่อมสภาพไป หากต้องการการปรับเปลี่ยนหรือซื้อของมาแทนที่ ก็จะทำให้มีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง แต่สิ่งที่จะได้กลับมาจากการใช้ Private Cloud ก็คือจะมีระบบการรักษาความปลอดภัยขั้นสูง ทั้งยังมีความเป้นส่วนตัวสูงมาก เหมาะกับองค์กรที่มีข้อมุลอันเป็นความลับเป็นจำนวนมาก ทำให้มั่นใจในการใช้บริการได้

 

Public Cloud

ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดอย่างหนึ่งของ Private Cloud และ Public Cloud ก็คือทางองค์กรไม่ต้องรับผิดชอบต่อภาระการจัดการใดๆ ในระบบเลย หากใช้ Public Cloud เพราะข้อมูลจะถูกเก็บไว้ใน Data Center ของผู้ให้บริการ รวมไปถึงเรื่องของการอัพเดตระบบต่างๆ ก็เป็นหน้าที่ของผู้ให้บริการเช่นกัน นี่จึงเป็นเหตุผลที่ Public Cloud ตอบโจทย์กับหลายๆรกิจ เพราะจะทำให้สามารถไปให้ความสนใจกับงานหลักของตนได้เต็มที่ ทั้งยังใช้ทุนที่ไม่สูง และยังช่วยลดความล่าช้าในการ Test และ Deploy Products ได้อีกด้วย

อย่างไรก็ดีเนื่องจากบริการ Public Cloud เป็นบริการที่แหล่งทรัพยากรอาจจะมาจากแหล่งเดียวกัน จึงทำให้องค์กรใหญ่ๆ บางแห่งหันไปใช้บริการ Private Cloud ที่มีความปลอดภัยสูงกว่า แต่ในขณะเดียวกัน กลุ่มธุรกิจขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลางจะให้ความสนใจกับ Public Cloud มากกว่า แต่ถ้าคุณเป็นคนเลือก คุณจะเลือกแบบไหนกันล่ะ?

Container : รากฐานของระบบ Cloud

สำหรับใครที่เป็นสาย IT หรือ CXO (Cheif Experience Officer) คงเคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับ Docker และ Containerization กันมาบ้างแหละ แต่ถ้าถามว่า Docker และ Container คืออะไร แล้วจะมามีบทบาทเพิ่มศักยภาพให้ Virtual และ Cloud Infrastructure ของได้อย่างไร

ช่วงราวๆ ปี 1970 IBM ได้คิดค้น VM/370 Operating System ขึ้นมา ทำให้สามารถแยกส่วนการทำงานทางกายภาพและ Software ของ Mainframe Computer ได้ คือ ทำให้พวก Instance ของ OS หรือ VM รันได้ใน Environment ส่วนตัว สำหรับ Application และ User แต่ละรายออกจากกัน นอกจาก VM จะช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของ Mainframe แล้วยังทำให้การบริหารจัดการง่ายขึ้นอีกด้วย

และในที่สุด เทคโนโลยี Virtualization ก็แพร่หลายมาสู่ Intel และ PC ซึ่งเดิมถูกใช้งานสำหรับ Compatibility เช่น ระบบ DOS/Windows subsystem implemented in OS/2 2.0 เมื่อปี 1992

ต่อมาในปี 1999 VMware ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ชิ้นแรก คือ VMware 1.0 สำหรับ Linux เพื่อให้ Windows และ Windows Application สามารถรัน Desktop Version ของ OS ได้ เนื่องจากในช่วงเวลานั้น Windows ยังขาด native apps อยู่หลายตัว ทำให้ VMware กลายมาเป็น Tools ยอดนิยมสำหรับ Software Developer ที่ต้องการ Code จาก Running Environment เผื่อในกรณีที่ Development VM เกิดผิดพลาดขึ้นมา OS จะได้ไม่ล่มไปทั้งระบบ

เมื่อเข้าสู่ยุค 2000 Client-server ก็เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วจน Data Center เต็มไปด้วย Server

และด้วยผลิตภัณฑ์จาก VMware ทั้ง ESX hypervisor, Xen, Hyper-V และ KVM ทำให้ x86 System ทั้งหลายกลายมาเป็น Virtual Machine กันเสียเยอะแยะ เม็ดเงินที่ต้องจ่ายเพื่อทำ Server และเป็นเจ้าของ Data Center จึงลดลงจนน่าตกใจ ผลลัพธ์ คือ จาก Physical Server หลายพันเครื่อง ตอนนี้เหลือเครื่อง Host สำหรับบรรจุ Virtual Machine เพียงไม่กี่เครื่องเท่านั้น

ซึ่ง Hypervisor และ Virtual Infrastructure นี้เองที่ผลักดันให้ Data Center และบริการ Publice Cloud แบบ IaaS (Infrastructure as a Service) เติบโตมาได้จนถึงทุกวันนี้

ในปัจจุบัน Public Cloud เช่น AWS (Amazon Web Service) และ Microsoft Azure จะเรียกเก็บเงินเป็นรายชั่วโมงที่ VM เปิดใช้งาน โดยคิดในส่วนของการใช้งาน Virtual cpus (vCPUs) ซึ่งเป็น Virtualization ส่วนหนึ่งของ Host CPU core

VM คือ แหล่ง Instance ทั้งหมดของ OS โดยต้องมี Kernel และ Device Driver ซึ่งเข้ากันได้กับ VM เครื่องอื่นๆ ที่ใช้ Hypervisor ร่วมกัน VM มีข้อดีด้านความสามารถในการย้าย System และ App ภายในจาก Physical ไปยัง Virtual ได้โดยไม่กระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานของ Environment ที่มีอยู่ แต่ VM ก็กิน Resource เปลืองมาก โดยเฉพาะในส่วนของ Memory และ CPU intensive workloads อย่าง Database

ทั้งนี้ การใช้งาน VM ในระดับ Private และ Public Cloud หมายความว่า Workload จาก VM แบบ on-premise หลายเครื่อง จะถูกย้ายขึ้นไปบน Cloud กันหมด ซึ่งอาจเกิดปัญหา Scalability และเพื่อเป็นการแก้ปัญหาดังกล่าว Container จึงเข้ามามีบทบาท

Container คล้ายกับ VM ในด้านการสร้างพื้นที่เฉพาะสำหรับ Application โดยมีทรัพยากรแยกออกจากกัน ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่สำหรับติดตั้ง, Memory และพื้นที่เก็บไฟล์ เพราะเหตุนี้ Container จึงสามารถมี Sysadmin และกลุ่มของ User ส่วนตัวเฉพาะแต่ละ Container ได้ แต่ที่ไม่เหมือนกับ VM ก็คือ Container ไม่ได้รัน Instance หรือ Image ของ OS อย่างสมบูรณ์ ด้วย Kernels, Drivers, และ Libraries ที่แชร์ร่วมกัน และไม่ว่า Container จะมีจำนวนมากแค่ไหน ก็สามารถรันได้บน Single OS เดียวกัน และมีขนาดเล็กนิดเดียว เมื่อเทียบกับ VM

ภายในหนึ่ง Container จะมีเพียง Application และ Setting กับ Storage ที่จำเป็นสำหรับการทำงานของ Application เท่านั้น ซึ่งบางครั้ง Concept นี้จะถูกเรียกว่า JeOS “Just enough OS”

ด้วยความที่ Container สามารถโอนถ่าย Libraries และ Patches จาก Host เมื่อ Host ของ Container อัพเดท Libraries พวก Container ทั้งหมดที่อยู่ใน Host ก็จะอัพเดท Libraries ไปด้วย จึงเรียกได้ว่า Container หรือ Virtual Environment ที่อยู่บน Host เดียวกันใช้งาน OS เวอร์ชั่นเดียวกันทั้งหมด

ทางด้านการทำงาน Container นั้นต้องการ Host OS หรือ Containerization Platform อย่าง LXC กับ Docker แตกต่างจาก VM ที่รันบน Hypervisor เพราะฉะนั้น Containerization จึงถูกพูดถึงในฐานะ Virtualization ในระดับ OS (Operating System-level Virtualization) โดย Linux containerization host จะรัน Linux containers ส่วน Windows containerization host ก็รัน Windows containers และเพราะ Container หลายตัวสามารถรันได้ด้วย Single Instance ของ OS การจะให้ Container Host กลายมาเป็น Single VM จึงสามารถทำได้เช่นกัน

ตอนนี้เราก็มาถึง Containerization Technology ที่กำลังเป็นที่สนใจกันแล้ว นั่นก็คือ Docker โดย Containerization Engine จริงๆ ของ Docker ใน Linux OS คือ LXC

Docker เป็น Containerization Technology ที่โดดเด่นด้วยการทำให้เราสามารถรวม Application ซับซ้อนทั้งหลายเป็นแพ็คเกจเอาไว้ แล้วอัพโหลดขึ้นที่เก็บไฟล์สาธารณะ จากนั้นก็ดาวน์โหลดมาติดตั้งใน Public หรือ Private Cloud ที่มี OS ซึ่งรัน Docker Engine และ Containerization Platform อยู่ ซึ่งเป็นวิธีการเดียวกันกับที่เราโหลดแอพฯ จาก App Store มาลงสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตนั่นแหละ

การย้าย Docker ไป Host อื่นก็สามารถทำได้ไม่ต่างกับการย้าย VM  แถมยังเร็วกว่าด้วยซ้ำ ส่วนเรื่องการ Clustering ข้อมูล Docker จะใช้ Swarm เป็นตัวจัดการไฟล์

สรุปแล้ว การมาถึงของ Container Technology ทำให้การพึ่งพา VM ลดน้อยลง เพราะ Container ได้นำเสนอทางเลือกประหยัดค่าใช้จ่ายด้าน Cloud Computing โดยเฉพาะในระดับ Hyperscale ได้อย่างน่าดึงดูดใจ ให้เหล่า CXO ต้องกลับไปคิดทบทวนเรื่องปรับโครงสร้างระบบและเปลี่ยนมาใช้งาน Docker กันสักที

Open Stack Administrator

เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทต่อใครหลายๆ คนในโลกปัจจุบันนี้ ถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตประจำวันของมนุษย์ ไม่ว่าจะทำงาน กิน หรือเรียน ทุกอย่างดูทันสมัยเมื่อโลกออนไลน์เจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว และมีอิทธิพลต่อผู้ใช้งานจำนวนมาก ที่มาแรงในปี 2017 นี้ ที่เราเรียกว่า Open Stack หรือซอฟแวร์ที่ได้เข้ามาสู่องค์กรหรือบริษัทมากขึ้นเข้ามาพัฒนาและทำองค์กรเป็นระบบ  ที่ตอบโจทย์ความต้องการขององค์กร และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าต่างๆ ซึ่งทำหน้าที่บริหารจัดการทรัพยากรให้มีประสิทธิในการทำงานมากขึ้น

ในส่วนของ Open Stack Administrator หรือเรียกง่ายๆก็คือ ผู้ดูแลระบบ Open Stack นั่นเอง ได้มีการเปิดคอร์สสอนจำนวนมาก เพราะ Open Stack Administrator มีส่วนสำคัญอย่างมากทั้งการสร้าง ดูแล และใช้งานระบบ Open Stack ให้สามารถใช้งานได้ในองค์กรมากขึ้น ในความเป็นจริง Open Stack มีความหลากหลายสามารถนำไปใช้ได้หลายกรณี ถึงแม้จะเป็นเทคโนโลยีใหม่ แต่อีกไม่นานจะเข้ามามีบทบาทในประเทศไทยแน่นอนค่ะ

โดยเฉพาะในทางงธุรกิจที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี และธุรกิจที่เป็นองค์กรใหญ่และมีสาขาจำนวนมาก ดังนั้นแต่ละองค์กรถึงเร่งพัฒนา Open Stack Administrator ให้มีประสิทธิภาพ และสามารถแก้ไขปัญหา เรียนรู้ระบบได้อย่างรวดเร็ว ถ้าคุณคิดที่จะก้าวรับสิ่งๆใหม่ ลองผิดลองถูก คุณก็จะเป็นคนที่เป็นคนรอบรู้เท่าทันเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างแน่นอน

ลองไปลงเรียนรู้การใช้งานของ Open Stack แล้วคุณจะสามารถใช้งานได้อย่างง่ายดาย  ก้าวเข้าสู่ตลาดองค์กรอย่างเป็นระบบด้วย Open Stack จึงเปรียบเสมือนระบบ Cloud Computing ที่มีฟังก์ชั่นมากมายให้ได้ใช้งาน และเพิ่มความสะดวกสบายแก่องค์กร ที่สำคัญคือค่าใช้จ่ายในระยะยาวที่ถูกกว่าค่ายอื่นๆ ทำให้ OpenStack เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ

Public Cloud

ในปัจจุบันการใช้เทคโนโลยีหรือการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตไปยัง ผู้ใช้ (USERS) ได้มีความสะดวก สบายขึ้น ซึ่งการติดตั้งข้อมูลบนโลกอินเตอร์เน็ตออนไลน์ หรือ เพื่อนๆเรียกกันว่า “คลาวด์สาธารณะ (Public Cloud)” ทำให้ผู้ใช้สามารถแบ่งปันข้อมูลหรือแชร์กันบนโลกออนไลน์ได้ง่ายดายเลยทีเดียวค่ะ การจัดเก็บข้อมูลต่างๆ โดยปกติจะมีความซ้ำซ้อนยุ่งยาก Public Cloud สามารถตอบโจทย์มากในยุคอินเทอร์เน็ตและยุค 3G ไม่ว่าผู้ใช้จะไม่ได้อยู่ที่ทำงาน ก็สามารถทำงานได้ ด้วยการเชื่อมต่อที่เป็น Public Cloud สร้างเพื่อให้ทุกคนสามารถใช้งานร่วมกันได้ Public Cloud มีทั้งแบบที่เสียค่าใช้จ่ายและที่ใช้งานได้ฟรี ดังนั้นการใช้ถึงมีสิทธิในการควบคุมทรัพยากรและการอนุญาตจากผู้ให้บริการ

ข้อดีของ Public Cloud
ผู้ใช้สามารถเข้าใช้งานได้ทุกที่ (Accessbillity)
ตามเทคโนโลยีทัน (Newer Technology)
ความสามารถเชื่อถือของระบบสูง ดีกว่าที่เราทำเอง (Relliabillity)
มีเวลาไปดูธุรกิจหลักของตัวเอง (Core Business Focus)
ไม่มีความกังวลกับระบบ IT (Worry Free IT Maintenance)
สามารถแชร์ทรัพยากรและค่าใช้จ่าย (Shared Cost & Resources)
จ่ายค่าใช่จ่ายเท่าที่ใช้บริการ (Pay Pre Use)
Resource มีขนาดใหญ่ สามารถขยายได้ตามความต้องการของผู้ใช้ (On Demand Scalability)

ข้อเสียของ Public Cloud
ความปลอดภัยของข้อมูลในองก์กร Public Cloud ทีเดียวกันร่วมกันคนอื่น
หลายๆองก์กรยังคงไม่เข้าใจ ระบบ Cloud และยังไม่กล้าที่จะใช้บริการ
การควบคุมส่วนใหญ่อยู่ที่ผู้ให้บริการ ทำให้ขาดความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการ
การใช้งานในระยะยาวอาจจะไม่คุ้มค่า หากขาดการวางแผนที่ดี

งานอีเว้นท์ กลยุทธ์การตลาดเชิงกิจกรรม

กลยุทธ์ทางการตลาดเปลี่ยนแปลงตามเวลาที่ผ่านไป เทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาให้มีความสามารถขึ้นเรื่อยๆ ทำให้วิธีอะไรที่เคยนิยมในวันนี้ พรุ่งนี้อาจกลายเป็นสิ่งที่คนไม่สนใจและใช้ไม่ได้ผล สังเกตได้จากในโลกออนไลน์ที่ไม่ว่าจะเป็นช่องทาง Social Network หรือ Social Media ผู้ประกอบการต่างก็หยิบกลยุทธ์ทางการตลาดมาดำเนินกิจกรรมต่างๆ ให้เห็นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทั้งหมดทุกวิธีการล้วนแต่มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ เพื่อสร้างบุคคลิกภาพของแบรนด์ (Brand Personality) และเพื่อสร้างการรับรู้ในแบรนด์ (Brand Awareness) แต่… ถึงกลยุทธ์ใหม่ๆ จะถูกผลิตขึ้นมาเรื่อยๆ อย่างไร ก็มีหนึ่งกลยุทธ์ที่ได้รับความนิยมเสมอมาแม้ตอนนี้จะเข้าสู่ยุค Digital Transformation นั่นก็คือ “การตลาดเชิงกิจกรรม”

 

การตลาดเชิงกิจกรรม หรือที่คนทั่วไปเรียกว่าการจัดงานอีเว้นท์ (Event Marketing) คือ การที่บริษัทหรือแบรนด์ออกมาจัดกิจกรรมอะไรบางอย่างเพื่อส่งเสริมสินค้า (บริการ) และชื่อเสียงของบริษัทให้เป็นที่ยอมรับ โดยเปิดโอกาสให้กลุ่มเป้าหมายซึ่งอาจกลายเป็นลูกค้าอนาคตได้เข้ามามีส่วนร่วม

โดยข้อดีของการทำการตลาดเชิงกิจกรรม หรือการจัดงานอีเว้นท์ คือ

  1. ช่วยสร้างความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับลูกค้า และสินค้า (บริการ) กับลูกค้า เพราะการจัดงานอีเว้นท์เป็นการเปิดโอกาสให้ตัวแทนของแบรนด์ ที่ในที่นี้อาจเป็นได้ทั้งพนักงานไปจนถึงผู้บริหารได้พูดคุย รับฟังความคิดเห็นกับลูกค้าได้
  2. ช่วยสร้างการจดจำในแบรนด์ เพราะจากการที่งานอีเว้นท์เปิดโอกาสให้กลุ่มเป้าหมายเข้ามามีส่วนร่วม จะทำให้ลูกค้าได้มีโอกาสทดลองใช้ผลิตภัณฑ์และมั่นใจในคุณสมบัติของสินค้า
  3. ช่วยทำให้ได้กลุ่มเป้าหมายที่ตรงกับสินค้าหรือบริการ เนื่องจากการจัดงานอีเว้นท์ ทางแบรนด์สามารถสามารถเลือกกิจกรรมที่อยู่ในความสนใจของลูกค้าเป้าหมาย และสร้างโอกาสให้ลูกค้ารู้จัก และชอบตราสินค้ามากขึ้นได้
  4. ช่วยในการประชาสัมพันธ์ได้มากกว่าวิธีการอื่นๆ เพราะงานอีเว้นท์เปิดโอกาสให้ลูกค้าเป้าหมายและบุคคลทั่วไปได้เข้ามามีส่วนร่วมและเกิดการทำกิจกรรมร่วมกัน หรือดำเนินการส่งเสริมการขายไปพร้อมกันด้วย

ซึ่งการจัดงานอีเว้นท์นั้นมีได้หลากหลาย ครอบคลุมตั้งแต่งานขนาดเล็กอย่างการออกบูธไปจนถึงงานขนาดใหญ่ที่มีผู้เข้าร่วมเป็นพัน เป็นหมื่นคน สามารถแบ่งออกได้เป็น 5 ประเภทใหญ่ๆ คือ

  1. การจัดงานประกวด (Contest) เป็นการจัดกิจกรรมการประกวดขึ้นมา โดยมีจุดเด่นอยู่ที่คนนอกได้มีโอกาสเข้าร่วมและมีการมอบรางวัล ซึ่งในปัจจุบันนั้น การจัดประกวดกำลังเป็นที่นิยม ไม่ว่าจะเป็นการประกวดเพื่อหาตัวแทนที่จะมาเป็นนางแบบหรือถ่ายแบบให้กับแบรนด์หรือการประกวดความสามารถด้านอื่นๆ
  2. การจัดการแข่งขัน (Competition) เป็นการจัดกิจกรรมขึ้นมาเพื่อทดสอบความสามารถต่างๆ มีได้ทั้งระดับเล็กในชุมชน ไปจนถึงระดับใหญ่ระดับประเทศเช่น การแข่งขันกีฬาสีชุมชน การแข่งขันกีฬารวมดาราช่อง xx
  3. การจัดงานฉลอง (Celebration) เป็นการจัดงานอีเว้นท์โดยใช้วาระโอกาสในวันสำคัญต่างๆ ที่อาจเป็นวันที่รู้จักกันเป็นสากล (วันสำคัญตามปฏิทิน) หรือวันสำคัญของแบรนด์ เช่น วันก่อตั้งแบรนด์ วันครอบปี ฯลฯ มาเป็นตัวจัดงาน
  4. การเปิดตัวสินค้าใหม่ (Launching) เป็นงานอีเว้นท์ที่องค์กร บริษัท หรือแบรนด์ได้นำนำเสนอผลิตภัณฑ์ชิ้นใหม่ นอกจากจะเป็นการประชาสัมพันธ์แล้ว ยังได้มีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าและผู้ประกอบการธุรกิจเจ้าอื่นๆ

การจัดงานสัมมา (Seminar) เป็นงานอีเว้นท์ประเภทการให้ความรู้และข้อมูลแก่คนจำนวนมาก เช่น งานสัมมนาการขาย งานสัมมสนาสินค้า ฯลฯ มาก โดยอาจจัดเป็นแบบส่วนตัวภายในบริษัทหรือแบบสาธารณะให้คนนอกที่เป็นกลุ่มเป้าหมายเข้าร่วมก็ได้

www.365creation.com บริษัทรับจัดงานอีเว้นท์