LAMP คืออะไร

สำหรับคนที่ทำงานด้าน IT ทำงานด้านการพัฒนาแอพลิเคชั่น จะต้องรู้จักกับ LAMP กันอย่างแน่นอน ซึ่งเป็น Software ที่สำคัญสำหรับในการทำ Web page และย่อมาจาก Opensource Software ทั้ง 4 เพื่อจัด Web Server ประกอบไปด้วย

L (Linux) – ลินุกซ์

เป็นระบบปฏิบัติการที่มีความทนทานมากๆ สามารถรองรับการใช้งานหนักได้สบายๆ ได้แก่ Redhat, Centos, Ubuntu, Suse ซึ่งลินุกซ์ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องที่ให้บริการทั่วโลก เพราะปลอดภัยต่อการโจมตีของไวรัส และสามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ แม้ว่าคอมพิวเตอร์จะมีทรัพยากรที่น้อยก็ตาม

A (Apache) – อปาเช่

อปาเช่ เป็นระบบ Web server เพื่อจัดเก็บ Web page และรองรับ Request ที่เข้ามา ซึ่งอปาเช่โดดเด่นในเรื่องของขีดความสามารถในการรองรับภาระงานโหลดมากๆ ที่สำคัญอปาเช่สามารถนำไปใช้ได้ในหลายระบบปฏิบัติการ ทำให้ “อปาเช่” กลายเป็น Service ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดนั่นเอง

M (MySQL) – มายเอสคิวแอล

มายเอสคิวแอลเป็นโปรแกรมจัดฐานข้อมูลขนาดเล็ก มีความเร็วสูง เรียกได้ว่ามันคือ Database แบบ Relational เพื่อจัดเก็บฐานข้อมูลที่จำเป็น จึงเหมาะสำหรับการใช้งานสำหรับเว็บไซต์ทั่วไป โดยจะมีโปรแกรมช่วยในการจัดฐานข้อมูลที่แม่นยำ และมีความน่าเชื่อถือ

P (PHP (พีเอสพี), Perl (เพอร์) หรือ Python (ไพทอน)

ตัว P ตัวนี้จะขึ้นอยู่กับว่าเราใช้คำสั่งอะไรเป็นหลัก ซึ่งทั้ง 3 อันเป็นภาษาสคริปต์ที่เขียนง่ายไม่ซับซ้อน สามารถใช้งานร่วมกับฐานข้อมูล MySQL หรือฐานข้อมูลอื่นได้ โดยจะเหมาะกับเว็บไซต์ที่ต้องการความยืดหยุ่นนั่นเอง

เมื่อรวมกันครบทั้ง 4  เข้าด้วยกันแล้ว LAMP คือ สิ่งที่เกิดมาเพื่อคนทำงานเว็บเลยทีเดียว นอกจากเขียนเว็บได้ด้วย PHP ก็สามารถเก็บข้อมูลไว้ใน MySQL และรันเว็บด้วย Apache บน Linux เรียกได้ว่าแค่มี LAMP ก็สะดวกสบายสำหรับคนทำเว็บแล้ว

อยากร่วมงาน ออร์แกไนซ์?

กลุ่มเป้าหมายหลักที่เป็นที่ต้องการของเหล่าผู้จัดงานอีเว้นท์คงหนีไม่พ้นกลุ่มเด็กรุ่นใหม่แน่นอน และการจะทำให้ตัวงานอีเว้นท์ถูกเผยแพร่ออกไปสู่กลุ่มเป้าหมายก็เป็นสิ่งที่เหล่าผู้จัดงานควรโฟกัส และใส่ใจกับส่วนนี้ให้มากๆ เพื่อจะได้ดึงคนให้เข้ามาร่วมงานได้มากที่สุด และนี่คือสิ่งที่ต้องทำหากอยากให้กลุ่มเด็กรุ่นใหม่เกิดความสนใจกับงานอีเว้นท์ของคุณ

  • ดูว่างานอีเว้นท์ที่จัดอยู่มีทีมงานในช่วงอายุไหนกำลังดูแล เพราะหากไม่ใช่ทีมงานในรุ่นเดียวกัน อาจเกิดช่องว่างระหว่างวัย และไม่เข้าใจความต้องการของคนในวัยเดียวกันได้
  • ทำกิจกรรมหรือสิ่งที่จะเกิดขึ้นภายในงานอีเว้นท์ให้มีความน่าสนใจ และตรงกับความต้องการของกลุ่มเด็กรุ่นใหม่ให้ได้มากที่สุด เพราะสิ่งนี้จะกลายเป็นตัวดึงดูดให้คนอยากเข้ามาร่วมงานอีเว้นท์เราเอง
  • ควรทำการโปรโมทงานให้มีความน่าสนใจ มีการวางแพลน วาง Position ของตัวงานได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม แล้วหลังจากนั้นแผนในด้านอื่นๆ ก็จะสำเร็จตามไปด้วย
  • คำนึงถึงสไตล์และรูปแบบของแบรนด์ ในที่นี้หมายถึงคอนเซ็ปต์ ดีไซน์ โลโก้ เว็บไซต์ และการทำสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ เพราะทั้งหมดนี้จะหมายถึงภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่จะช่วยดึงดูดให้กลุ่มเด็กรุ่นใหม่เกิดความสนใจ และอยากเข้าร่วมงานได้
  • สร้างสไตล์การสื่อสารเพื่อบอกเล่าเรื่องราวให้ดูไม่ทางการจนเกินไป อาจใช้คำที่ดึงดูด ประโยคที่กำลังฮิต หรือนำสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในช่วงนั้นๆ มาเชื่อมโยงให้เกิดความเกี่ยวข้องกับงานอีเว้นท์ด้วยก็ได้
  • ควรทำการรีเสิร์ช และเลือกช่องทางการสื่อสารที่เหมาะสมที่สุด เพราะหากเรานำสิ่งที่ต้องการสื่อไปอยู่ในที่ๆ ถูกต้อง เหมาะสม ก็จะเป็นการดึงดูดคนให้เข้ามาร่วมงานอีเว้นท์ของเราได้มากขึ้น
  • สร้างกิจกรรมให้ผู้ร่วมงานได้เล่น เพื่อจะได้เป็นการสร้างความจดจำ และความประทับใจให้กับงานอีเว้นท์ของเรา

การจะดึงดูดเด็กรุ่นใหม่ให้เกิดความสนใจอยากเข้าร่วมงานอีเว้นท์ ผู้จัดจะต้องลงดีเทลให้ลึกในทุกองค์ประกอบ ต้องเข้าใจ Insight ว่ากลุ่มเป้าหมายต้องการอะไร ชอบอะไร และสนใจในสิ่งไหน เราถึงจะสร้างงานอีเว้นท์ให้ออกมาตอบโจทย์ และประสบความสำเร็จได้มากที่สุด

แต่งบูธอีเว้นท์ให้โดนใจ

ถ้าพูดถึงงานอีเว้นท์ต่างๆ แน่นอนว่านอกจากกิจกรรม ภายในงานแล้ว บูธที่จำหน่ายสินค้าหรือคอยให้คำแนะนำต่างๆ กับผู้ที่เข้าชมงานก็ถือเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่อยู่คุ่กับงานอีเว้นท์เช่นกัน

แต่ปัญหาหนึ่งของนักจัดบูธเพื่อออกงานอีเว้นท์ส่วนใหญ่พบก็คือ “ไม่มีคนเข้าบูธ” จนทำให้บางครั้งยอดขายที่ควรจะได้กลับตกลงไป และธุรกิจของเราก็ไม่เป็นที่รู้จักเท่าที่ควร ซึ่งอาจจะมาจากการจัดบูธของเราที่ไม่ดึงดูดเท่าใดนัก วันนี้เราจึงมีทริคดีๆ ในการจัดบูธให้ดึงดูดลูกค้าสำหรับงานอีเว้นท์มาให้ได้ดูกัน มาดูกันดีกว่าว่าควรจัดยังไงบ้าง

ใช้โทนสีที่น่าสนใจ

สีถือเป็นตัวช่วยหนึ่งที่สามารถสร้างความน่าสนใจให้กับบูธของเราได้ ซึ่งเราอาจจะเริ่มจากการตกแต่งบูธโดยใช้โทนสีที่สะดุดตา เช่น สีโทนร้อน สีโทนเย็น สีเอิร์ธโทน หรือจะใช้คู่สีที่ตรงกันข้ามไปเลย อาทิ ม่วง-เหลือง หรือ แดง-เขียว เป็นต้น

หาธีมที่โดดเด่นให้กับบูธ

การมีธีมที่ชัดเจนในแบบที่ใครเดินผ่านก็รู้ได้ทันทีว่าบูธของเราเกี่ยวกับอะไรจะส่วนให้คนหันมาสนใจบูธของเราในงานอีเว้นท์ได้ง่ายขึ้น เช่น หากคุณขายสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ก็ควรจัดบูธออกมาให้เป็นแนวที่ดูมีความเป็นธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยให้บูธของเราดูน่าสนใจได้มากขึ้นอย่างแน่นอน

มีพร็อพเสริมเป็นตัวช่วย

อุปกรณ์ต่างๆ ที่เราใช้ในการประกอบบูธก็มีส่วนช่วยให้บูธในงานอีเว้นท์ของคุณดูโดดเด่นกว่าคนอื่นๆ ขึ้นมาได้ เช่น หากคุณขายของที่มีส่วนประกอบจากดอกไม้นานาชนิด คุณก็ควรที่จะหาดอกไม้เหล่านั้นมาประดับบูธให้ดูเข้ากับสินค้าเพื่อดึงให้คนเข้าบูธได้มากขึ้นนั่นเอง

การจัดบูธเพื่อออกงานอีเว้นท์ถือเป็นเรื่องที่ท้าทายความสามารถได้เป็นอย่างดี เนื่องจากว่าในงานอีเว้นท์งานหนึ่งย่อมไม่ได้มีบูธเราเพียงแค่บูธเดียว หากแต่เราต้องแข่งขันกับบูธอื่นๆ ที่มาเปิดเช่นเดียวกับเรา เพื่อให้เราสามารถสร้างยอดขายให้บรรลุวัตถุประสงค์ในด้านต่างๆ ได้นั่นเอง

 

ปัญหาหน้างานอีเว้นท์

หลายคนคงรู้อยู่แล้วว่าการเตรียมความพร้อมในการจัดงานอีเว้นท์เป็นสิ่งสำคัญ เพราะหลายๆ ฝ่ายต้องใช้เวลาเตรียมงาน เตีรยมรายละเอียดต่างๆ กันมานาน จะให้เกิดข้อผิดพลาดไม่ได้เด็ดขาด เราจึงรวบรวมปัญหาหน้างานเพื่อป้องกันความผิดพลาด และอาจมีโอกาสเกิดขึ้นที่หน้างานมาให้ดูกัน

  • ปัญหาสัญญาณ Wifi/ Internet

เดี๋ยวนี้ทุกอย่างถูกขับเคลื่อนด้วยสัญญาณ Internet ซึ่งถ้าเกิดขัดข้องขึ้นมาระบบต่างๆ ก็จะรวนอย่างแน่นอน ดังนั้นเราควรเช็กระบบสัญญาณต่างๆ ให้เรียบร้อย และควรมีแผนสำรองไว้รองรับด้วย เช่น เตรียม Pocket Wifi เป็นต้น

  • ปัญหาเรื่องการสื่อสาร

ถ้ามีการติดต่อ Outsource แน่นอนว่าต้องมีการพูดคุย ติดต่อประสานงานกันแน่นอน ดังนั้นพยายามเช็กให้ดีว่าสารที่ออกไปถึงผู้รับอย่างครบถ้วน และถูกต้องหรือไม่ จะได้ไม่เกิดข้อผิดพลาดเวลาเริ่มงาน

  • ปัญหาด้านข้อมูล/ Data

จะเห็นว่าในหลายๆ งานจะมีการให้ผู้เข้าร่วมงานลงทะเบียน เพื่อเก็บข้อมูลต่างๆ ซึ่งข้อมูลตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะถ้ามีคนลืมบัตร หรือทำบัตรหาย เราก็จะสามารถตรวจสอบได้อย่างง่ายดาย แต่แนะนำให้ใช้ระบบออนไลน์ในการเก็บ Data ต่างๆ เพื่อความสะดวก และรวดเร็วจะดีกว่า

  • ปัญหาเรื่อง Staff

เรื่องนี้เป็นเป็นสิ่งที่หลายๆ คนรู้ดีว่าควบคุมได้อยาก ซึ่งผู้จัดงานอีเว้นท์ทุกคนจะต้องบรีฟงานแต่ละฝ่ายให้ครบถ้วน ทั้งในส่วนของภาพรวมงาน และหน้าที่ของแต่ละคนที่รับผิดชอบ เพื่อที่ Staff จะได้ช่วยตอบ และแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้ผู้เข้าร่วมงานได้

ปัญหาที่เรานำเสนอเป็นเพียงแค่ปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยๆ เท่านั้น ยังมีอีกหลายปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นภายในงานได้ ผู้จัดงานอีเว้นท์จึงต้องมีไหวพริบในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อให้งานดำเนินไปอย่างราบรื่นที่สุด และหลังจากจบงานก็ควรมีการประเมินถึงการทำงานว่ามีปัญหา อุปสรรคอะไรบ้างในการจัดงาน เพื่อนำสิ่งเหล่านั้นไปพัฒนา ต่อยอดในงานต่อๆ ไป

Digital Marketing คืออะไร

ในยุคที่อินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทในการใช้ชีวิตประจำวันมากขึ้น ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อก่อนโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์และนิตยสารได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก แต่ปัจจุบันกลับต้องปิดตัวลง การทำโฆษณาหรือการตลาดก็ต้องปรับตัวไปตามสภาพเพื่อเอาตัวรอดให้ได้ จึงจะเห็นได้ว่าหลายธุรกิจได้ใช้อินเทอร์เน็ตเป็นช่องทางการตลาดอีกทางหนึ่ง ซึ่งหลายหลายคนคงได้ยินคำว่า Digital Marketing กันบ้างแล้ว

Digital Marketing คือ การทำการตลาดรูปแบบหนึ่งผ่านทางอินเทอร์เน็ต เพื่อโปรโมทสินค้าและเพิ่มยอดขายโดยใช้กลยุทธ์ต่างๆ สร้างการมีส่วนร่วมกับลูกค้า ซึ่งช่องทางนี้ได้รับความนิยมเนื่องจากคนสามารถเข้าถึงได้ง่าย ทุกที่ทุกเวลา และเข้าถึงกับลูกค้าได้ทุกระดับ

โดยช่องทางที่จะทำ Digital Marketing มีหลากหลายรูปแบบ ต่างกันที่ฟีเจอร์และการใช้งาน แบ่งออกเป็น 4 ช่องทาง ได้แก่

  1. Facebook ช่องทางที่ได้รับความนิยมมากที่สุด สามารถสร้างคอนเทนต์ได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งรูปภาพ วิดีโอ และลูกเล่นต่างๆ
  2. Instagram ช่องทางที่ได้รับความนิยมจากวัยรุ่นและวัยทำงาน โดยเน้นเนื้อหาที่เป็นรูปภาพหรือวิดีโอที่เข้าใจง่ายและรวดเร็ว
  3. Youtube เป็นช่องทางที่นำเสนอเนื้อหาเฉพาะรูปแบบวิดีโอ สามารถเข้าใจง่ายและสร้างความดึงดูดได้เป็นอย่างดี
  4. E-mail ถือว่าเป็นช่องทาง Digital Marketing ที่มีมาอย่างยาวนาน วิธีนี้จะแตกต่างกับวิธีอื่นๆ เพราะเนื้อหาจะถูกส่งเข้าสู่ E-mail ส่วนตัวของแต่ละคนโดยตรง มีโอกาสได้รับการตอบรับจากลูกค้าค่อนข้างสูง ซึ่งง่ายต่อการรักษาฐานลูกค้าเก่า และขยายฐานลูกค้าใหม่

เพิ่มยอดขายแบบไม่เสียเงินผ่าน LINE@

4 วิธีดีๆที่เราจะแนะนำในการเพิ่มยอดขายใน Line@ แบบไม่ต้องเสียเงินลงทุนสักบาทใน Line@ เพื่อเป็นประโยชน์ให้ผู้ที่สนใจเริ่มทำธุรกิจใน Line มาฝากกันครับ

 

  • ขายยกเซ็ต เช่น ซื้อคู่ถูกกว่า, ซื้อเป็นแพ็คประหยัดกว่า, ขายแบบจัดเป็นเซ็ต หรืออาจจะจัดโปรซื้อชิ้นที่ 2 ลด 50% ก็ได้
  • สิทธิพิเศษ อาจให้เป็นสิทธิส่งฟรี EMS หรือจะให้สะสมแต้มแจกของรางวัล แจกบัตรสมาชิกก็ยังได้
  • ลดต้นทุน โดยการตรวจสอบต้นทุนในการทำธุรกิจทั้งหมด แล้วดูว่ามีส่วนไหนที่ไม่จำเป็น และสามารถตัดออกได้บ้าง เช่น ค่าขนส่ง อุปกรณ์แพ็คของต่างๆ เป็นต้น นอกจากนี้ยังควรเช็กเงินที่ใช้ไปกับการทำโฆษณาด้วย ว่าเราจ่ายค่าโฆษณาที่ซ้ำซ้อนอยู่ไหม ผลตอบรับที่ได้คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปหรือเปล่า
  • คุยกับลูกค้าเก่า การรักษาลูกค้าเก่านั้นถือว่าจำเป็นมาก เพราะลูกค้าเก่าจะรู้จักธุรกิจเราอยู่แล้ว ไม่ต้องเสียค่าโฆษณาสร้าง Awareness ก็สามารถขายได้เลย ตัวอย่างเช่นการใช้ Broadcast บน LINE@ ลูกค้าที่ Follow เราย่อมรู้จักและชื่นชอบสินค้าของเราอยู่แล้ว แถมลงทุนเพียงแค่ 998 บาท ต่อเดือน แต่ส่ง Broadcast ผ่าน LINE@ ทีเดียวก็ได้กำไรเกินที่ลงทุนแล้ว

เห็นไหมคะว่าเรื่องเล็กน้อยที่เรามองข้าม หรือไม่ได้ใส่ใจนี่แหละจะสามารถลดเงินลงทุน แต่จะช่วยเพิ่มความคุ้มค่าให้กับธุรกิจของเราได้ไม่น้อยเลยทีเดียว อ่านแล้วก็รีบนำไปปรับใช้กันด้วยนะคะ ก่อนที่จะตามคู่แข่งไม่ทัน!

ขายของในไลน์ ผ่าน Line@ ต้องเริ่มอย่างไร

Line@ เปรียบเสมือนหน้าร้านค้าของเรา ที่เปิดอยู่ใน Line มีไว้สำหรับขายสินค้า และบริการของเรา ผ่าน Line@ ซึ่งกำลังได้รับความนิยมอย่างมากในการ ขายของในไลน์สำหรับใครที่อยากจะเริ่ม ขายของผ่าน Line@ แต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร วันนี้เราจะมาแนะนำ

หากใครที่มี Account Line@ แล้วแต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหนดี วันนี้ NIPA Training มีเคล็ดลับง่ายๆ มาบอกเหล่ามือใหม่ที่ขายของในไลน์ได้รู้กัน ก่อนอื่นหลังจากสมัคร Account Line@ อย่าลืมตรวจสอบว่าเราสมัครผ่านตัวแอปฯ หรือผ่านเว็บไซต์ ซึ่งถ้าสมัครผ่านแอปฯ จะต้องขอ Approve ด้วย เพราะระบบไม่ได้ขอให้อัตโนมัติเหมือนการสมัครผ่านเว็บไซต์ หลังจากเช็กเรียบร้อยแล้วก็ไปดู 5 สิ่งแรกที่ควรทำเมื่อเริ่มขายของในไลน์ ผ่าน Line@ ได้เลย

 

  1. ซื้อ Premium ID

การใช้ RandomID ที่ได้จาก Line@ ตั้งแต่แรกไปโปรโมท คงจะไม่เป็นผลดีแน่นอน เพราะ RandomID มักจะเป็นตัวอักษรและตัวเลขที่จัดวางแบบอ่านไม่ออก จะพิมพ์ก็ยาก ลูกค้าคงจะจำไม่ได้แน่นอน เราแนะนำให้พ่อค้าแม่ค้าที่ขายของในไลน์ หันมาเปลี่ยน ID ให้เป็นชื่อร้านของเราเองโดยซื้อ Premium ID ซึ่งค่าใช้จ่ายก็ไม่ได้แพงจนเกินไป แถมลูกค้ายังจดจำแบรนด์ของเราได้อย่างง่ายดายอีกด้วย

 

  1. ขยันอัปเดตอย่าปล่อยให้ Line@ ร้าง

อย่าลืมอัปเดตข้อมูลใน Line@ อยู่ตลอดเวลา เพื่อไม่ให้ลูกค้าสงสัยว่าเป็น Line@ ร้างโดย

– เปลี่ยนภาพโปรไฟล์ใหม่ให้เป็นโลโก้หรือสินค้าของร้านตัวเอง

– โพสต์คอนเทนต์บนไทม์ไลน์ อย่างน้อย 2 – 3 โพสต์ต่อสัปดาห์ อาจเป็นการแนะนำร้านค้า แนะนำสินค้าหรือที่ตั้งของร้าน

– ใส่ภาพ Cover ให้ไทม์ไลน์ด้วย ซึ่งทำได้โดยเปิดแอปฯ ขึ้นมา เลือกแถบ Home แล้วคลิกบนภาพ Cover เพื่อเลือกภาพจากมือถือมาใส่ได้เลย

 

  1. สร้าง Coupon

ตัวช่วยสำคัญที่จะทำให้การขายของในไลน์ของคุณประสบความสำเร็จมากขึ้น ก็คือการแจกคูปองนั่นเอง จำไว้ให้ดีว่าลูกค้ามักจะติดตาม Line@ มากขึ้นเมื่อมีการลด แลก แจก แถม รู้อย่างนี้แล้วก็เริ่มสร้างคูปองและ Broadcast เพื่อส่งไปให้ Follower ทุกคนได้เลย

 

  1. เปลี่ยนข้อความต้อนรับให้โดนใจ

ทุกครั้งที่มีคนแอดเรามาใหม่เจ้า Greeting Message จะเด้งไปทักทายโดยอัตโนมัติ ดังนั้นคนที่ขายของในไลน์จึงควรบันทึกข้อมูลที่ลูกค้าถามบ่อยๆ ลงไป เช่น ร้านมีกี่สาขา วิธีสั่งซื้อ โปรโมชันต่างๆ หรือจะใส่ลิงก์เพื่อเข้าสู่หน้าเว็บไซต์ของทางร้านก็ได้ นอกจากนี้ยังสามารถใส่คูปองที่สร้างไว้ในขั้นตอนที่แล้ว พอลูกค้าแอดมาก็สามารถนำไปใช้ได้เลย

 

  1. โปรโมท Line@

เมื่อตั้งค่า Line@ พร้อมแล้ว ก็อย่าลืมโปรโมท Line@ เพิ่มยอด Follower เพื่อสร้างโอกาสในการขายของในไลน์ วันนี้เรามี 3 วิธีเพิ่มยอด Follower แบบง่ายๆ มาแนะนำ

– เพิ่มจำนวนเพื่อนจากช่องทางที่มีอยู่แล้ว อย่ารอช้ารีบแชร์ลิงก์ไปเลยทุกช่องทาง ทุกโซเชียลมีเดีย

– อย่าลืมโพสต์บนไทม์ไลน์ เพราะยิ่งกดไลก์เยอะก็ยิ่งมี ก็ยิ่งมีคนเห็นเยอะมากขึ้นไปอีก

– สำหรับคนที่มีหน้าร้าน อย่าลืมแจ้งข่าวหรือกิจกรรมที่หน้าร้านด้วย อาจจะทำเป็นโปสเตอร์แปะไว้ให้ลูกค้าแอดไป รับรองมีลูกค้าเพิ่มขึ้นแน่นอน

 

รู้แบบนี้แล้วก็อย่ารอช้า รีบหยิบมือถือขึ้นมาสมัคร Line@ แล้วอย่าลืมทำตามที่เราแนะนำ เพียงเท่านี้การขายของในไลน์ให้ประสบความสำเร็จก็จะไม่ยากอีกต่อไป

 

เตรียมข้อมูลติดต่อผู้จัดงานอีเว้นท์

หลายคนคงคิดว่าการจะออกบูธในงานอีเว้นท์แต่ละครั้งคงต้องยุ่งยากมีหลายขั้นตอน และไม่รู้ว่าขั้นตอนการติดต่อจะเป็นยังไงต้องเริ่มจากตรงไหนหรือต้องเตรียมข้อมูลอะไรบ้าง วันนี้เราจะมาบอกถึงข้อมูลเบื้องต้นที่ร้านค้าควรเตรียมไว้ เพื่อใช้ในการติดต่อขอพื้นที่ออกบูธในงานอีเว้นท์ ซึ่งขั้นตอนการติดต่อของแต่ละงานอาจจะแตกต่างกันไป แต่ข้อมูลเบื้องต้นจะคล้ายๆ กันตามนี้เลยนะคะ

  1. ข้อมูล/ รายละเอียดของร้าน

ควรเตรียมรายละเอียดต่างๆ ของร้านให้ครบถ้วน ทั้งชื่อร้าน รายละเอียดของสินค้า รวมถึงชื่อเจ้าของร้าน หรือชื่อผู้ที่ดูแล เพื่อที่ทางผู้จัดงานอีเว้นท์จะได้ทราบข้อมูลนี้เบื้องต้น และสามารถจัดพื้นที่ที่เหมาะสมให้ได้ ดังนั้นเราควรบอกรายละเอียดเกี่ยวกับร้าน และสินค้าให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่าลืมว่าไม่ใช่ทุกคนจะรู้จักร้านเรานะคะ

  1. ช่องทางการติดต่อ

ส่วนใหญ่แล้วทางผู้จัดงานอีเว้นท์จะขอช่องทางการติดต่อเพิ่มเติมอยู่แล้ว ซึ่งผู้จัดส่วนใหญ่ก็อยากดูโซเชียลมีเดีย เพื่อดูความเหมาะสมเพิ่มเติม ต้องบอกเลยว่าหน้าโซเชียลมีเดียถือเป็นสิ่งที่มีผลต่อการตัดสินใจของผู้จัดงานมากๆ ดังนั้นพยายามนำเสนอ และอัปเดตสินค้าของร้านเป็นประจำ เพื่อภาพลักษณ์ที่ดีของร้านนั่นเอง

  1. รูปภาพประกอบการตัดสินใจ

เป็นอีกข้อที่ทุกคนต้องให้ความสำคัญมากๆ นะคะ เพราะภาพประกอบเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่ผู้จัดงานจะใช้ประกอบการตัดสินใจว่าจะเลือกร้านเราไปออกบูธในงานอีเว้นท์หรือไม่? ยิ่งเราจัดวาง พรีเซนต์สินค้าได้ดีเท่าไร มันก็จะแสดงถึงภาพลักษณ์ของร้านมากขึ้นเท่านั้น รับรองได้เลยว่าถ้าคุณใส่ใจในรายละเอียดยังไงร้านคุณก็จะได้รับเลือกให้ออกบูธแน่นอน

แต่ก่อนที่เราจะไปออกบูธงานไหน ก็ควรดูให้ดีก่อนว่างานอีเว้นท์นั้นเหมาะกับสินค้าของเราหรือไม่ เพราะแต่ละงานก็จะมีกลุ่มเป้าหมายไม่เหมือนกัน ดังนั้นถ้าอยากได้ลูกค้าที่ตรงกลุ่มก็อย่าลืมเช็กรายละเอียดของงานอีเว้นท์ให้เรียบร้อย และเตรียมข้อมูลให้พร้อม เพื่อความสะดวก และง่ายต่อการติดต่อกลับนะคะ

ขายของใน LINE กับ LINE@ ต่างกันอย่างไร?

พ่อค้าแม่ค้าหลายคนคงสงสัย ว่าทำไมต้องใช้ LINE@ ทั้งๆ ที่เราก็สามารถใช้ LINE ธรรมดาพูดคุยกับลูกค้าได้เหมือนกัน แต่ถ้าพูดถึงจุดประสงค์ของทั้ง 2 ตัว จะเห็นถึงความแตกต่าง และจุดประสงค์ของเครื่องมือ 2 ตัวได้ชัดเจนเลยทีเดียว

LINE ถูกออกแบบมาเพื่อพูดคุยส่วนบุคคลอย่างเพื่อนหรือครอบครัว เหมาะที่จะใช้พูดคุยเรื่องส่วนตัว

LINE@ เหมาะกับการสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจ เพราะมีฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์การทำธุรกิจที่หลากหลาย

แต่ก็ไม่ผิดถ้าหากจะขายของใน LINE ธรรมดาอยู่ เพียงแค่คุณจะพลาดโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าไป ยกตัวอย่างเช่น

ไม่มีระบบแอดมิน

เป็นที่รู้กันว่า LINE สามารถใช้ได้เพียงแค่ 1 ID ต่อ 1 เครื่องเท่านั้น ซึ่งอาจทำให้การตอบลูกค้าตกหล่นไปเพราะมีผู้ตอบกลับเพียงคนเดียว

LINE เพิ่มเพื่อนได้มากสุดแค่ 5000 คน

ถ้าธุรกิจของคุณเป็นธุรกิจเล็กๆ ก็อาจขายของใน LINE ธรรมดาได้ แต่คงจะวุ่นวายมากแน่หากต้องใช้ไลน์ส่วนตัวที่มีไว้คุยกับเพื่อน หรือครอบครัวร่วมกับการตอบไลน์ลูกค้า และเมื่อถึงเวลาที่ร้านค้าเริ่มขายดีแล้วมีลูกค้าสนใจแอดเข้ามาเรื่อยๆ อาจติดตรงที่เพื่อนเต็ม ทำให้ลูกค้าไม่สามารถเพิ่มเพื่อนได้ ถือเป็นการเสียโอกาส และพลาดโอกาสในการเพิ่มยอดขายไปในที่สุด

ไม่มีเครื่องมือในการทำการตลาด

LINE ธรรมดาทำได้เพียงแค่การพูดคุยตอบโต้กันเท่านั้น ซึ่งแตกต่างกับ LINE@ ที่มีเครื่องมือสำคัญหลายตัวที่สามารถสร้างปฏิสัมพันธ์ในการทำการตลาด และเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจได้หลากหลายทางกว่า เช่น

  1. Geeting Message ข้อความสำหรับกล่าวทักทายลูกค้าหลังจากการเพิ่มเพื่อน ด้วยการตั้งข้อความอัตโนมัติ
  2. มีแอดมินตอบลูกค้าได้หลายคน เป็นประโยชน์สำหรับธุรกิจที่ขายดีมากๆ จนตอบลูกค้าแทบไม่ไหว ทำให้ไม่เสียโอกาสในการขายจากการตอบไม่ทัน
  3. E-coupon เป็นสิทธิพิเศษ หรือส่วนลดต่างๆ เราสามารถทำโปรโมชันส่งถึงลูกค้าได้โดยตรง พร้อมกำหนดรายละเอียดต่างๆ เองได้ ทั้งระยะเวลาโปรโมชัน หรือจำนวนการใช้งานคูปอง
  4. Rich Message คือรูปภาพที่มีขนาดใหญ่เท่าหน้าต่างแชทพร้อมใส่ลิงก์ไว้ในรูปภาพนั้นได้ด้วย พูดง่ายๆ คือเมื่อลูกค้าคลิกที่รูปภาพ ก็จะลิงก์ไปสู่เว็บที่กำหนดไว้
  5. Poll & Survey สามารถสำรวจความคิดเห็น และความต้องการของลูกค้าผ่านการสร้างโพล หรือแบบสอบถามถึงลูกค้าได้โดยตรง
  6. Broadcast ใช้สำหรับโฆษณาหรือโปรโมทสินค้าใหม่ๆ สามารถตั้งเวลาล่วงหน้า และกระจายไปสู่ลูกค้าที่มีเราเป็นเพื่อนทั้งหมดได้ในทีเดียว แต่ถึงจะส่งฟรีก็ไม่ควรส่งบ่อยจนเกินไป เพราะอาจทำให้ลูกค้าเกินความรำคาญ และบล็อคร้านค้าของเราได้

 

หากอยากทำธุรกิจให้ราบรื่น เราควรต้องมีเครื่องมือที่เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจ พ่อค้าแม่ค้าคนไหนที่ขายของใน LINE เราแนะนำว่าควรเปลี่ยนมาใช้ LINE@ เพราะเป็นเครื่องมือที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรมากมาย รวมถึงฟีเจอร์ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ก็สามารถใช้ได้ฟรีๆ รับรองว่าเป็นประโยชน์ต่อการทำธุรกิจ และจะสามารถเข้าถึงลูกค้าได้มากกว่าเดิมแน่นอน

จัดการอีเว้นท์ให้ง่ายขึ้น ด้วย Digital Platform

ความล้ำสมัยของเทคโนโลยี เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะทำให้การทำงาน หรือกระบวนการจัดการต่างๆ ผ่านพ้นไปได้ง่ายขึ้น เพราะในปัจจุบันผู้คนต่างเริ่มใช้เทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่ว่าจะเป็น แท็บเล็ต สมาร์ทโฟน หรือคอมพิวเตอร์ ซึ่งเราสามารถนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาเป็นตัวช่วยสำหรับจัดงานอีเว้นท์ได้เช่นกัน ลองมาดูกันว่าเราจะเอา Digital Platform มาประยุกต์ใช้กับงานอีเว้นท์ได้อย่างไรบ้าง

 

การโฆษณา โปรโมท และกระจายข่าวสารต่างๆ ของงานอีเว้นท์ผ่าน Social Media

เมื่อการสื่อสารทุกอย่างถูกกระจายผ่านแบบออนไลน์ เรื่องของค่าใช้จ่าย และการใช้ทรัพยากรก็จะลดลงตามไปด้วย อีกทั้งยังส่งข้อมูลการโปรโมตงานอีเว้นท์ไปถึงผู้คนได้อย่างรวดเร็ว ครอบคลุม และกว้างขวางกว่าการแจกเอกสารเป็นแผ่นๆ อย่างแน่นอน ซึ่งช่องทางการประชาสัมพันธ์หลักๆ ที่หลายบริษัทเลือกใช้ในตอนนี้ก็คงหนีไม่พ้น Facebook เพราะเป็นสื่อช่องทางยอดนิยมที่มีจำนวนผู้ใช้มากที่สุด หากทำการประชาสัมพันธ์งานอีเว้นท์เข้าไป ก็จะถูกกระจาย แชร์ต่อเป็นวงกว้างได้ไม่ยาก

 

ลดโลกร้อนด้วยการลดใช้กระดาษ

เปลี่ยนการแจกเอกสารของงานอีเว้นท์ด้วยกระดาษแบบเดิมๆ เป็นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลแทน เช่น การสร้างแอปที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับงานอีเว้นท์ สามารถส่งแผนที่การเดินทางโดยใช้แผนที่อิเล็กทรอนิกส์ ส่งรายละเอียดของงานผ่านไฟล์ในรูปแบบออนไลน์แทน รวมไปถึงการทำแบบสอบถามผ่านทางออนไลน์ นอกจากจะลดการใช้กระดาษแล้ว ยังรวบรวมข้อมูลได้ง่าย และแม่นยำกว่าเดิมอีกด้วย

หากเรานำ Digital Platform มาประยุกต์ใช้กับงานอีเว้นท์ ก็จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและลดจำนวนสตาฟลงไปได้เยอะมาก